Facebook Page สอบสวน 599 Twitter สอบสวน 599 Youtube สอบสวน 599 facebook group สอบสวน 599 เพิ่มเพื่อน

sobsuan.com :: ดูกระทู้ - พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป  
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> อำนาจสอบสวน
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 922

ตอบตอบ: 08/09/2015 1:17 am    ชื่อกระทู้: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เป็นปัญหาที่หลายคน คงสับสนและอธิบายกันลำบาก เมื่อ พ.ร.บ.การเปรียบเทียบปรับคดีอาญาฯ ถูกยกเลิกไปแล้ว เหตุใด พงส.จึงยังคงมีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้ มาดูกันนะครับ
แรกเริ่มเดิมที ป.วิ.อ.ฉบับแรก พ.ศ.๒๔๗๗ เป็นยุคเริ่มแรกของ พงส.

ม.๑๘ "พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ปลัดอำเภอและนายตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป ซึ่งความผิดอาญาได้เกิด อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของเขา หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือต้องจับภายในเขตอำนาจของเขา มีอำนาจทำการสอบสวนความผิดนั้นได้"


มาตรา ๓๗ "คดีอาญาเลิกกันได้ดังต่อไปนี้
(๑) ในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อผู้กระทำผิดยินยอมเสียค่าปรับในอัตราอย่างสูงสำหรับความผิดนั้นแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนศาลพิจารณา
(๒) ในคดีลหุโทษหรือความผิดต่อกฎหมายแผนกภาษีอากร ซึ่งมีโทษปรับอย่างสูงไม่เกินกว่าสองร้อยบาท เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่กรมการอำเภอได้เปรียบเทียบแล้วตามความในมาตรา ๑๐๕ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗
(๓) ในคดีลหุโทษหรือคดีที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินสองร้อยบาท ซึ่งเกิดในจังหวัดพระนครและธนบุรี เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่นายตำรวจประจำท้องที่ตั้งแต่ตำแหน่งสารวัตรขึ้นไปหรือนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรผู้ทำการแทนในตำแหน่งนั้น ๆ ได้เปรียบเทียบแล้ว"

จะเห็นว่า
๑.ยังไม่มี พ.ร.บ.การเปรียบเทียบคดีอาญาฯ ทำให้ พงส.มีอำนาจสอบสวนเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ
๒. แต่ นายตำรวจประจำท้องที่ตั้งแต่ตำแหน่งสารวัตรขึ้นไปหรือนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรผู้ทำการแทนในตำแหน่งนั้น ๆ จึงจะ มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๗ (๓) เฉพาะอยู่ในเขต จว.พระนคร และ จว.ธนบุรี เท่านั้น โดยไม่ต้อง พึ่ง พ.ร.บ.การเปรียบเทียบคดีอาญาฯ แต่อย่างใด ส่วน ตร.ภูธร ไม่เกี่ยว

กรณีของ ฝ่ายปกครอง เปรียบเทียบปรับได้ ทั่วราชอาณาจักร ทั้ง จว.พระนคร,จว.ธนบุรี และ ภูธร ตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ฯ
นั่นหมายความว่า ตำรวจ จว.พระนคร และ ตร.จว.ธนบุรี เท่านั้นที่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ ส่วนตำรวจภูธร จะใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ ปัญหามันก็ย่อมเกิด เพราะคดีเล็กๆ น้อยๆ ที่ ภูธร คดีขึ้นสู่ศาลเยอะซะเหลือกัน ต้องหาทางแก้ปัญหา

ต่อมา พ.ศ.๒๔๘๐ ได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ให้ ตำรวจภูธรมีอำนาจเปรียบเทียบคดีอาญา พ.ศ. ๒๔๘๐ เพราะต้องมาให้ ตร.ภูธร มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ เหมือน ตร.จว.พระนคร และ ตร.ธนบุรี เพื่อจะได้แบ่งเบาภาระของศาล ศาลค่อยหายใจคล่องหน่อย
แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะ ผู้ที่มีอำนาจจะเปรียบเทียบปรับได้ ก็แต่เฉพาะ นายตำรวจระดับสารวัตรขึ้นไป ซึ่งหาแทบจะไม่ได้ จึงต้องหาทางแก้ปัญหา ณ บัดเดียวนี้

ต่อมา พ.ศ.๒๔๘๑ ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การเปรียบเทียบคดีอาญา เพื่อให้ ตร.ที่ไม่ใช่สารวัตร มาช่วยแบ่งเบาภาระการทำงาน เลยบัญญัติให้ ตร.พงส. ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ มีอำนาจทำการเปรียบเทียบปรับได้ กำหนดให้ พงส.เท่านั้น มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ ไม่ได้บัญญัติให้อำนาจ ตร.ระดับสารวัตร ในเขต จว.พระนคร และ จว.ธนบุรี พร้อมยกเลิก มาตรา ๑๐๕ แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ และ พ.ร.บ.ให้ตำรวจ ภูธรมีอำนาจเปรียบเทียบคดีอาญาฯ ทั้งฉบับ เหมือนจะพยายามรวมอำนาจ เปรียบเทียบของ ของฝ่ายปกครองและตำรวจ ให้อยู่ในกฎหมายฉบับเดียวกัน โดยให้รวมอยู่ใน พ.ร.บ.การเปรียบเทียบคดีอาญา แต่ ป.วิ.อ.มาตรา ๓๗(๒) ยังไม่มีการแก้ไขข้อความการเปรียบเทียบปรับของกรมการอำเภอ ตาม มาตรา ๑๐๕ แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ฯ ทั้งๆ ที่ได้ยกเลิก ม.๑๐๕ แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ไปแล้ว ล่วงเลยไปอีก ๑๘ ปี ไปจนถึง ปี พ.ศ.๒๔๙๙

แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะ พงส.ตาม ป.วิ.อ.ม.๑๘ กำหนดให้ ตร. ที่มียศตั้งแต่ ร.ต.ต.ขึ้นไปเท่านั้นเป็น พงส.ได้ เพราะ ตร.ที่มียศ ร.ต.ต.ขึ้นไปนั้น มีน้อยซะเหลือเกิน จึงต้องแก้ปัญหาอีกครั้ง
โดย พ.ศ.๒๔๙๐ แก้ปัญหาโดยได้มีการแก้ไข ป.วิ.อ. ให้เอา ตร.ยศจ่านายสิบตำรวจ (บางคน) มีอำนาจสอบสวนได้

มาตรา 18 “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ ข้าราชการตำรวจผู้มียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตารวจตรี หรือเทียบเท่านายร้อยตารวจตรีขึ้นไป หรือข้าราชการตำรวจผู้ที่อธิบดีกรมตำรวจได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแต่งตั้งให้เป็นพนักงานสอบสวน แต่ต้องเป็นผู้มียศไม่ต่ำกว่าชั้นจ่านายสิบตำรวจ มีอำนาจทำการสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้”
(ทั้งตำรวจ ทั้งฝ่ายปกครอง สอบสวนได้ทั่วราชอาณาจักร โดยไม่มีการแบ่งเขตการสอบสวน )แบบนี้ก็พอได้หายใจได้สะดวกหน่อย

ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๙๙ ได้มีการแก้ไข ป.วิ.อ.บรรจุอำนาจของ พงส.ให้มีอำนาจเปรียบเทียบปรับไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา ๓๗(๒) โดยยกเลิกอำนาจเปรียบเทียบปรับของกรมการปกครอง แก้ไขให้ พงส.ทุกฝ่ายให้มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ คล้ายๆ กับ อำนาจเปรียบเทียบปรับของ นายตำรวจระดับสารวัตรขึ้นไป ในเขต จว.พระนคร และ จว.ธนบุรี เหมือนจะรวมอำนาจเปรียบเทียบของ พงส.ให้มาอยู่ใน ป.วิ.อ.แทน พ.ร.บ.เปรียบเทียบปรับ

ป.วิ.อ.มาตรา ๓๗ (2) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษ หรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษหรือความผิดต่อกฎหมายแผนภาษีอากร ซึ่งมีโทษปรับอย่างสูงไม่เกินสองพันบาทเมื่อผู้ต้องหาชาระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว
พร้อมทั้งแก้ไข ป.วิ.อ.มาตรา .๑๘ ให้ ตร.ระดับ ร.ต.ต.ขึ้นไปหรือเทียบเท่าฯ มีอำนาจสอบสวน และแบ่งเขตการสอบสวนของฝ่ายปกครองและตำรวจออกจากกัน เฉพาะในเขต จว.พระนครและ จว.ธนบุรี

จากนั้นในเวลาต่อๆ มา ผมคิดว่า นักกฎหมายชั้นครู เห็นว่า หาก ป.วิ.อ. มาตรา ๓๗ (๓) เป็นการให้อำนาจ นายตำรวจระดับสารวัตรขึ้นไป ในเขต กทม. มีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้ และมีการแก้ไข เพิ่มอัตราจำนวนเงิน ใน ม.๓๗(๓) โดยไม่มีการแก้เพิ่มเติมใน พ.ร.บ.การเปรียบเทียบคดีอาญาฯ แต่อย่างใด ( ซึ่งใน พ.ร.บ.การเปรียบเทียบคดีอาญา ไม่เคยบัญญัติให้อำนาจ นายตำรวจระดับสารวัตรขึ้นไป มีอำนาจเปรียบเทียบปรับเลย แต่ทำไม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๗(๓) ยังใช้ได้มาจนถึงปัจจุบันโดยไม่ถูกยกเลิก) ดังนั้น ป.วิ.อ.มาตรา ๓๗(๒) ก็ย่อมเป็นตัวบทที่ ได้ให้อำนาจ พงส.มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ โดยไม่จำต้องมี พ.ร.บ.การเปรียบเทียบคดีอาญาฯ เช่นกัน ต่อมาจึงได้ยกเลิก พ.ร.บ.การเปรียบเทียบคดีอาญาฯ ตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 08/09/2015 4:52 pm    ชื่อกระทู้: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ไม่จริง

ปวิอ 37(2) คดีเลิกกันเมื่อชำระค่าปรับตามที่กรมการอำเภอได้เปรียบเทียบแล้วตามความในมาตรา 105 แห่งพรบ ลักษณะปกครองท้องที่. มาตรานี้ไม่ใช่บทให้อำนาจ มีเหตุผล คือ


1. มาตรา 105 แห่งกฎหมายปกครองท้องที่ วางหลักให้กรมการอำเภอมีอำนาจเปรียบเทียบ (โปรดดูตัวบทประกอบ)

จึงแปลว่า เมื่อกรมการอำเภอเปรียบเทียบแล้วตามอำนาจที่มาตรา 105 ให้ไว้ จะเป็นผลให้คดีเลิกกัน

ตัวอำนาจเปรียบเทียบของกรมการอำเภอจึงมาจากมาตรา. 105 ไม่ได้มาจาก มาตรา37(2) เพราะใช้คำว่า กรมการอำเภอได้เปรียบเทียบแล้ว

มาตรา 37(2) เป็นตัวบอกผลว่า ทำให้คดีเลิกกัน. เมื่อคดีเลิกกันจะส่งผลทางกฎหมายตามมาตรา39 คือสิทธิฟ้องระงับ

ต้นกำเหนิดแห่งอำนาจเปรียบเทียบ จึงมาจาก กฎหมายอื่นคือ กฎหมายปกครองท้องที่ มิใช่มาจาก มาตรา 37 แห่ง ปวิอ แต่อย่างใด



2. อำนาจเปรียบเทียบ แห่งกฎหมายปกครองท้องที่ มีการเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามห้วงเวลาดังนี้

- ห้วง 2478 ถึง 2480 (ยุคก่อนใช้ พรบ ให้ตำรวจภูธรมีอำนาจเปรียบเทียบ 2480)

ยุคนี้ อำนาจเปรียบเทียบเป็นอำนาจของ กรมการอำเภอ ทั่วประเทศ รวมถึงจังหวัดพระนครและธนบุรี ในขณะนั้น ก็ ยังมีกรมการอำเภอ และฝ่ายปกครองรับผิดชอบสอบสวนทำสำนวน ตำรวจไม่ทำสำนวน

- ห้วง 2480 เริ่มทยอยโอนสำนวนจากฝ่ายปกครองมาให้ฝ่ายตำรวจสอบสวนทำสำนวนในภูธร จึงคลอด พรบ ให้ตำรวจภูธรมีอำนาจเปรียบเทียบคดี พศ 2480 วางหลักให้ตำรวจภูธรที่รับผิดชอบสอบสวนทำสำนวน. และให้อำนาจเปรียบเทียบคดีได้ โดยยังคงไว้ซึ่งอำนาจเปรียบเทียบของกรมการอำเภอเอาไว้อีกฝ่ายหนึ่ง

- ถัดมาเพียงปีเดียว. คือในปี 2481. ก็ออก พรบ เปรียบเทียบ 2481 สั่งยกเลิก อำนาจเปรียบเทียบของกรมการอำเภอตาม 105 ต้นกำเหนิดอำนาจเปรียบเทียบ และ สั่งยกเลิกอำนาจเปรียบเทียบของตำรวจภูธรที่เพิ่งใช้ไม่เกินหนึ่งปี แล้วติดอำนาจเปรียบเทียบแก่ พงส ทั่วราชอาณาจักรแทน


ห้วงรอยต่อ ระหว่าง 2481 ที่ยกเลิกอำนาจเปรียบเทียบของกรมการอำเภอและอำนาจเปรียบเทียบของตำรวจภูธร ให้เป็นอำนาจของพงส ตามความแห่งม4 พรบ เปรียบเทียบคดีอาญานั้น.

ปรากฎว่า ไม่ได้แก้ไข ปวิอ มาตรา 37(2) ที่วางผลทางกฎหมายให้คดีเลิกกันเมื่อกรมการอำเภอเปรียบเทียบแล้ว แสดงว่า เนื้อหาแห่ง 37(2) ไม่ใช่การให้อำนาจเปรียบเทียบ. เพราะอำนาจเปรียบเทียบมาจาก. พรบ เปรียบเทียบ. นั้นเอง

พงส ยุคนั้นช่วง2481เป็นต้นมา. จึงได้ใช้อำนาจเปรียบเทียบจาก พรบ การเปรียบเทียบ ไม่ได้ใข้อำนาจจาก ปวิอ 37(2) แต่อย่างใด

นานมาก เป็นเวลายาวนานถึง 18 ปี จนถึง 2499 จึงแก้ไข ปวิอ 37 (2) วางหลักให้คดีเลิกกันเมื่อพงส ใช้อำนาจเปรียบเทียบในวงเงินค่าปรับตามที่กำหนดไว้ตาม พรบ เปรียบเทียบที่แก้ไขแล้ว ในวงเงินเป็นสองพันบาท. และในปี 2529 แก้ไขวงเงินเป็นหนึ่งหมื่นบาท

เหตุผลสองข้อนี้ เป็นตัวสนับสนุนว่า 37(2) ไม่ใช่บทให้อำนาจเปรียบเทียบแก่ พงส. /. แต่เป็นการวางผลแห่งการเปรียบตามอำนาจแห่ง พรบ เปรียบเทียบว่าคดีเลิกกันเมื่อใช้อำนาจเปรียบเทียบโดยชอบไปแล้ว

ดังนั้นเมื่อไปยกเลิก พรบ เปรียบเทียบ จึงมีผลทำให้ พงส หมดอำนาจเปรียบเทียบ

จะอ้างว่า 37(2) คืออำนาจเปรียบเทียบย่อมอ้างไม่ได้ เพราะ 37(2) ไม่ใช่บทให้อำนาจแต่เป็นบทที่กล่าวถึงผลแห่งการใช้อำนาจเปรียบเทียบต่างหาก
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 08/09/2015 5:34 pm    ชื่อกระทู้: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ต่อ

ดังนั้น คดีโทษปรับสถานเดียวไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตามกฎหมายเฉพาะต่างๆ ที่ให้. พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเปรียบเทียบคดีไปแล้ว. พงส ย่อมไปใช้อำนาจเปรียบเทียบไม่ได้

จะอ้างว่า ฉันมีอำนาจทั่วไปตาม ปวิอ 37(2) ทำได้นั้น อ้างไม่ได้. เพราะ 37(2) ไม่ใช่บทให้อำนาจแก่ พงส ทำการเปรียบเทียบ แต่เป็นบท วางผลแห่งการเปรียบเทียบ. ในอำนาจพงส ว่า ทำให้คดีเลิกกัน

กฎหมายที่ให้อำนาจ พงส เปรียบเทียบ
เช่น พรบ จราจร (ระวางโทษปรับสถานเดียวไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท) ให้. พงส มีอำนาจเปรียบเทียบได้. เมื่อเปรียบเทียบผลเป็นตาม 37(2)คือ คดีเลิก
กลับไปข้างบน
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 922

ตอบตอบ: 08/09/2015 8:03 pm    ชื่อกระทู้: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อธิบาย 37 (3) ด้วยสิครับ
และ พ.ร.บ.ให้ตำรวจภูธรมีอำนาจเปรียบเทียบปรับฯ
หาก ม.37 (3) ไม่ใช่บทให้อำนาจเปรียบเทียบปรับ ทำไมไม่มี พ.ร.บ.ให้ตำรวจจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีมี มีอำนาจเปรียบเทียบปรับฯ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 08/09/2015 10:55 pm    ชื่อกระทู้: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิย 2475 เกิด พรบ จัดตั้งกระทรวงทบวงกรม 2476 และมี พรฎ จัดวางระเบียบราชการสำนักงานและกรมในกระทรวงมหาดไทย ให้มีกรมตำรวจสังกัดกระทรวงมหาดไทย. แบ่งส่วนราชการตำรวจเป็นตำรวจนครบาล ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี มี. บก น เหนือ ใต้ ธน มี สน ต่างๆ อยู่ในสังกัด. และมีตำรวจภูธรสายที่ เช่น สายที่ 1 เป็น ภ จว อยุธยา. นน อ่างทอง ปทุม ฯลฯ

เมื่อใช้ ปวิอ ใน 1 ตค 2478 ฝ่ายปกครองรับผิดชอบสอบสวนทำสำนวน จนถึง 2480 โอนงานสอบสวนเฉพาะภูธรให้ตำรวจไปทำ.ค่อยทะยอยโอนทำเป็นประกาศมท ลงราชกิจจา. เมื่อตำรวจภูธรรับสอบสวน. จึงเกิด พรบ ให้อำนาจตำรวจภูธรเปรียบเทียบคดีได้

ส่วนในนครบาลในจังหวัดพระนครและธนบุรี ไม่โอน ฝ่ายปกครองยังสอบสวนเหมือนเดิม. เมื่อ สอบสวนความผิด. ก็ใช้อำนาจกรมการอำเภอเปรียบเทียบได้ด้วยเพราะยุคนั้นทั้งจังหวัดพระนครและธนบุรี ยังมีกรมการอำเภอเหมือนในภูธร. ดังนั้น ตำรวจนครบาลในจังหวัดพระนครและธนบุรีไม่ต้องทำสำนวนสอบสวนก็ไม่จำต้องวางอำนาจให้เปรียบเทียบเหมือนภูธร. และในปี 2481 เกิด พรบเปรียบเทียบ. ให้อำนาจเปรียบเทียบแก่ พงส ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือฝ่ายปกครอง โดยสั่งเลิกอำนาจเปรียบเทียบของกรมการอำเภอและตำรวจภูธร
กลับไปข้างบน
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 922

ตอบตอบ: 08/09/2015 11:20 pm    ชื่อกระทู้: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

พ.ศ.๒๔๙๙ กำหนดให้ พงส.ฝ่ายตำรวจเท่านั้นที่มีอำนาจสอบสวน ในเขต จว.พระนคร และ จว.ธนบุรี
เหตุใด ม.๓๗(๓) จึงยังไม่ยกเลิก ซ้ำในภายหลังยังมีการแก้ไข เพิ่มอำนาจให้เปรียบเทียบปรับในอัตราโทษที่สูงขึ้นไปอีก แล้ว อำนาจเปรียบเทียบปรับนี้ เป็นอำนาจมาจากกฎหมายฉบับใดครับ

.....

อีกมุมมองหนึ่งเกี่ยวกับ พรบ.จราจรฯ
ส่วน พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ อีกมุมมองนะครับ โดยผมตั้งข้อสงสัยไว้ ว่าเหตุใด จึงบัญญัติว่า ให้ พงส.มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ มาดูตัวบทกันจะๆ ไปเลย

มาตรา ๑๔๕ (ฉบับเริ่มแรก) "บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกจากความผิดที่กำหนดโทษไว้ในมาตรา ๑๖๐ วรรคสอง ให้พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจเปรียบเทียบหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้"

คำถาม ถ้าไม่บัญญัติไว้ พงส.จะมีอำนาจสอบสวนหรือไม่
คำตอบ มี
คำถาม ถ้าไม่บัญญัติไว้ พงส.จะมีอำนาจว่ากล่าวตักเตือนหรือไม่
ตอบ ไม่มี
คำถาม ใน ม.๑๔๕ ถ้าไม่บัญญัติไว้ใจความว่า ใน ม.๑๖๐ วรรคสอง ห้าม พงส.เปรียบเทียบปรับหรือว่ากล่าวตักเตือน พงส.จะมีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้หรือไม่
ตอบ อัตราโทษเกินอำนาจ พงส.ที่ระบุไว้ ใน ป.วิ.อ.มาตรา ๓๗(๒) และใน พ.ร.บ.การเปรียบเทียบคดีอาญา พงส.ย่อมไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ แม้จะไม่บัญญัติไว้ก็ตาม
คำถาม ขณะนั้น พงส.ก็มีอำนาจสอบสวนอยู่แล้วและมี พ.ร.บ.การเปรียบเทียบปรับคดีอาญาฯ อยู่แล้ว ทำไมจึงมาบัญญัติ ม.๑๔๕ ไว้อีก
ตอบ เพื่อให้ พงส.มีอำนาจนอกเหนือจากกฎหมายฉบับอื่นแม้จะให้อำนาจไว้ โดยเพิ่มอำนาจว่ากล่าวตักเตือนเข้าไป และเพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยไม่ต้องไปดูกฎหมายฉบับอื่นก็ได้

มาตรา ๑๔๕(ปัจจุบัน) "บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกจากความผิดที่กำหนดโทษไว้ในมาตรา ๑๕๗/๑ มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐ มาตรา ๑๖๐ ทวิ และมาตรา ๑๖๐ ตรี ให้พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจเปรียบเทียบหรือว่ากล่าวตักเตือนได้

ในกรณีที่ผู้ขับขี่ได้ขับรถชนหรือโดนคนเดินเท้าที่ข้ามทางนอกทางข้ามและอยู่ในระหว่างทางข้ามกับเครื่องหมายจราจรแสดงเขตทางข้าม หรือที่ข้ามทางนอกทางข้ามโดยหรือผ่านสิ่งปิดกั้น หรือแผงปิดกั้นที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่นำมาวางหรือตั้งอยู่บนทางเท้าหรือกลางถนน เมื่อพนักงานสอบสวนมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาได้ใช้ความระมัดระวังตามความในมาตรา ๓๒ แล้ว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจปล่อยตัวผู้ต้องหาไปชั่วคราวโดยไม่มีประกันได้ เมื่อผู้ต้องหาหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอ"

มีคำถามดังนี้
ถาม ในวรรคสองนะครับถ้าไม่บัญญัติไว้ พงส.มีอำนาจปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกัน ได้หรือไม่
ตอบ ใน ป.วิ.อ.บัญญัติไว้ให้ พงส.มีอำนาจนี้เช่นกัน ต่อให้ไม่ได้ใช้ความระมันระวัง พงส.ก็มีอำนาจปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกัน ได้เช่นกัน
ถาม ใน ม.๑๔๕ ที่ยกเว้นบางมาตรา ห้าม พงส.เปรียบเทียบปรับหรือว่ากล่าวตักเตือน หากไม่บัญญัติ ห้าม พงส.เปรียบเทียบปรับไว้ แล้ว พงส.จะมีอำนาจเปรียบเทียบปรับหรือว่ากล่าวตักเตือนได้หรือไม่
ตอบ ถึงไม่บัญญัติห้าม พงส.เปรียบเทียบปรับไว้ พงส.ก็ไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับหรือว่ากล่าวตักเตือน เพราะอัตราโทษเกินอำนาจ พงส.ที่ระบุไว้ ใน ป.วิ.อ.มาตรา ๓๗(๒)
ถาม แล้วจะบัญญัติไว้ทำไมว่า ห้ามเปรียบเทียบปรับ ในมาตราที่เกินอำนาจ พงส.ที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ.
ตอบ เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะหากบัญญัติห้ามแต่เพียงว่ากล่าวตักเตือน ไม่ห้ามเปรียบเทียบปรับ แล้ว พงส.บางท่านอาจจะเข้าใจผิดว่าสามารถเปรียบเทียบปรับได้ แต่ไม่รู้ว่าจะไปเอาอำนาจเปรียบเทียบปรับจากกฎหมายฉบับไหน เพราะเกินอำนนาจ พงส.ที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา ๓๗(๒) จึงต้องบัญญัติให้ชัดๆ กันไปเลย ว่าห้ามนะ จะบอกให้

อีกมุมมองหนึ่งส่วนตัว ถึง ม.๑๔๕ ที่บัญญัติไว้นอกจากเพิ่มอำนาจว่ากล่าวตักเตือนที่ไม่มีในกฎหมายฉบับอื่น ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนจากตัวบทกฎหมายอื่นที่ได้ให้อำนาจไว้อยู่แล้ว
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 09/09/2015 9:02 am    ชื่อกระทู้: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ท่านอธิบายมา ก็ชัดเจนว่า พงส จะมีอำนาจทำอะไร ก็ต้องมีกฎหมายเขียนให้อำนาจไว้ ว่ามีอำนาจอย่างนั้นอย่างนี้. เช่น

พรบ จราจร 145...... ให้ พงส ผู้มีอำนาจสอบสวนตามวิอ. "มีอำนาจเปรียบเทียบ"หรือ.....

พรบ เปรียบเทียบ ม 4 .....ให้ พงส ผู้มีอำนาจทำการสอบสวนคดีนั้น "มีอำนาจเปรียบเทียบ"..,,,

นี่คือการเขียนกฎหมายให้ พงส มีอำนาจเปรียบเทียบ

ม 37 ไม่ได้เขียนให้อำนาจเปรียบเทียบ แต่เขียนถึงผลของการเปรียบเทียบว่า คดีเลิก
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 09/09/2015 9:42 am    ชื่อกระทู้: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ควรจะตีความกฎหมายเพื่อให้ปฎิบัติได้ อดีตเป็นมายังไงเอาไว้ศึกษาวิจัยหรือทำวิทยานิพนธ์

สำหรับในภาคปฎิบัติวันนี้ จะพบว่า พงสฯ ยังมีหน้าที่สอบสวนคดีลหุโทษตาม ป.อาญา ที่แก้ไขใหม่ โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เป็นคดีตาม ปวิอ 37(2) ที่วางหลักการให้คดีเลิกกันเมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามการเปรียบเทียบของพงสฯ

และเมื่อพิจารณาต่อไป ถึงมาตรา 38 เป็นการวางหลักการของการเปรียบเทียบ ตั้งแต่ พงสฯเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรรับโทษจำคุกก็ให้สอบถามคำยินยอมว่าจะยอมให้เปรี่ยบเทียบไหม ถ้ายอม ก็กำหนดค่าปรับที่พึงชำระ และต้องชำระใน 15 วัน จึงจะถือว่าเปรียบเทียบสำเร็จ ก็เป็นผลให้คดีเลิกกันตามมาตรา 37 เมื่อคดีเลิกโดยการเปรียบเทียบ ก็จะเป็นผลต่อไปตามมาตรา 39 ว่าสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับ

จะเห็นว่ากฎหมายได้วางหลักการต่อเนื่องกันไปอย่างนี้ จึงต้องตีความให้ปฎิบัติได้ว่า

มาตรา 37 ที่วางหลักให้คดีเลิกกันโดยการเปรียบเทียบนั้น เป็นการถือได้ว่า กฎหมายได้ให้อำนาจเปรียบเทียบแก่ พนักงานสอบสวนตาม อนุ2 ไปในตัวเบ็ดเสร็จแล้ว และให้อำนาจเปรียบเทียบแก่สารวัตรในนครบาลตาม อนุ3 ให้อำนาจเปรียบเทียบแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเฉพาะตามอนุ 4

ส่วนอนุ1 ผู้ต้องหายอมชำระค่าปรับอย่างสูงเต็มจำนวนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ถือว่าเป็นการเปรียบเทียบ และไม่ใช่บทให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เป็นบทที่รัฐให้สิทธิชาวบ้านเลือกที่จะระงับการฟ้องคดีได้ด้วยตนเอง โดยการชำระค่าปรับอย่างสูงเต็มจำนวนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ผลว่า คดีเลิกกัน สิทธิการฟ้องระงับ จบคดี

เมื่อตีความดังนี้แล้ว พงสฯ ก็จะทำการเปรียบเทียบคดีลหุโทษตาม ป.อาญาได้ และเป็นผลให้คดีเลิกกัน ตาม 37(2) โดยใช้วิธีการตาม 38 และสิทธิฟ้องระงับตาม 39

ก็หมดปัญหาทำงานต่อไป

ในการทำงาน เห็นว่า กรณีที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้ พนักงานเจ้าหน้าที่เปรียบเทียบได้ เช่น การเปรียบเทียบของพนักงานสรรพสามิตตาม พรบ.สุรา โทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น แม้ว่า 37(2) เปิดช่องให้พงสฯ เปรียบเทียบได้ ก็ไม่ควรใช้อำนาจ ควรส่งคดีให้สรรพาสามิตไปเปรียบเทียบ เพราะเขารับผิดชอบในภาพรวมตั้งแต่การอนุญาต ยกเลิกเพิกถอน จะได้มีข้อมูลไว้วิเคราะห์ ปฎิบัติการ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ในทางที่เหมาะสมต่อไป

ในทางกฎหมาย นักกฎหมายอาจเห็นต่่างกันได้ ถ้าพงสฯ เปรี่ยบเทียบตาม พรบ.สุราโทษไม่เกินหมื่น ต้องส่งบันทึกเปรี่ยบเทียบให้อัยการเห็นชอบ ท่านอั้ยการอาจจะไม่เห็นชอบก็ได้โดยเห็นว่าต้องให้สรรพสามิตเปรียบเที่ยบ เพื่อตัดปัญหาทางกฎหมาย ส่งคดีให้สรรพสามิตเปรียบเทียบไปตามอำนาจหน้าที่จะตรงเป้าที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะมากกว่า

สรุป เห็น ปวิอ 37 เป็นบทให้อำนาจเปรียบเทียบแก่ พงสฯตาม(2) เมื่อชำระค่าปรับแล้วคดีเลิก
กลับไปข้างบน
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 922

ตอบตอบ: 09/09/2015 10:27 am    ชื่อกระทู้: Re: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Anonymous บันทึก:
ควรจะตีความกฎหมายเพื่อให้ปฎิบัติได้ อดีตเป็นมายังไงเอาไว้ศึกษาวิจัยหรือทำวิทยานิพนธ์

สำหรับในภาคปฎิบัติวันนี้ จะพบว่า พงสฯ ยังมีหน้าที่สอบสวนคดีลหุโทษตาม ป.อาญา ที่แก้ไขใหม่ โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เป็นคดีตาม ปวิอ 37(2) ที่วางหลักการให้คดีเลิกกันเมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามการเปรียบเทียบของพงสฯ

และเมื่อพิจารณาต่อไป ถึงมาตรา 38 เป็นการวางหลักการของการเปรียบเทียบ ตั้งแต่ พงสฯเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรรับโทษจำคุกก็ให้สอบถามคำยินยอมว่าจะยอมให้เปรี่ยบเทียบไหม ถ้ายอม ก็กำหนดค่าปรับที่พึงชำระ และต้องชำระใน 15 วัน จึงจะถือว่าเปรียบเทียบสำเร็จ ก็เป็นผลให้คดีเลิกกันตามมาตรา 37 เมื่อคดีเลิกโดยการเปรียบเทียบ ก็จะเป็นผลต่อไปตามมาตรา 39 ว่าสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับ

จะเห็นว่ากฎหมายได้วางหลักการต่อเนื่องกันไปอย่างนี้ จึงต้องตีความให้ปฎิบัติได้ว่า

มาตรา 37 ที่วางหลักให้คดีเลิกกันโดยการเปรียบเทียบนั้น เป็นการถือได้ว่า กฎหมายได้ให้อำนาจเปรียบเทียบแก่ พนักงานสอบสวนตาม อนุ2 ไปในตัวเบ็ดเสร็จแล้ว และให้อำนาจเปรียบเทียบแก่สารวัตรในนครบาลตาม อนุ3 ให้อำนาจเปรียบเทียบแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเฉพาะตามอนุ 4

ส่วนอนุ1 ผู้ต้องหายอมชำระค่าปรับอย่างสูงเต็มจำนวนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ถือว่าเป็นการเปรียบเทียบ และไม่ใช่บทให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เป็นบทที่รัฐให้สิทธิชาวบ้านเลือกที่จะระงับการฟ้องคดีได้ด้วยตนเอง โดยการชำระค่าปรับอย่างสูงเต็มจำนวนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ผลว่า คดีเลิกกัน สิทธิการฟ้องระงับ จบคดี

เมื่อตีความดังนี้แล้ว พงสฯ ก็จะทำการเปรียบเทียบคดีลหุโทษตาม ป.อาญาได้ และเป็นผลให้คดีเลิกกัน ตาม 37(2) โดยใช้วิธีการตาม 38 และสิทธิฟ้องระงับตาม 39

ก็หมดปัญหาทำงานต่อไป

ในการทำงาน เห็นว่า กรณีที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้ พนักงานเจ้าหน้าที่เปรียบเทียบได้ เช่น การเปรียบเทียบของพนักงานสรรพสามิตตาม พรบ.สุรา โทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น แม้ว่า 37(2) เปิดช่องให้พงสฯ เปรียบเทียบได้ ก็ไม่ควรใช้อำนาจ ควรส่งคดีให้สรรพาสามิตไปเปรียบเทียบ เพราะเขารับผิดชอบในภาพรวมตั้งแต่การอนุญาต ยกเลิกเพิกถอน จะได้มีข้อมูลไว้วิเคราะห์ ปฎิบัติการ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ในทางที่เหมาะสมต่อไป

ในทางกฎหมาย นักกฎหมายอาจเห็นต่่างกันได้ ถ้าพงสฯ เปรี่ยบเทียบตาม พรบ.สุราโทษไม่เกินหมื่น ต้องส่งบันทึกเปรี่ยบเทียบให้อัยการเห็นชอบ ท่านอั้ยการอาจจะไม่เห็นชอบก็ได้โดยเห็นว่าต้องให้สรรพสามิตเปรียบเที่ยบ เพื่อตัดปัญหาทางกฎหมาย ส่งคดีให้สรรพสามิตเปรียบเทียบไปตามอำนาจหน้าที่จะตรงเป้าที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะมากกว่า

สรุป เห็น ปวิอ 37 เป็นบทให้อำนาจเปรียบเทียบแก่ พงสฯตาม(2) เมื่อชำระค่าปรับแล้วคดีเลิก


กรณีความผิดตาม พ.ร.บ.สุราฯ จะส่งคดีให้สรรพสามิตไปเปรียบเทียบปรับไม่ได้ครับ เพราะเมื่อมีการจับกุมตัวผู้ต้องหาต้องนำตัวผู้ต้องหาไปยังสถานที่ทำการของพนักงานสอบสวน ตาม ป.วิ.อ. จะนำตัวผู้ต้องหาไปที่ทำการของ เจ้าหน้าที่สรรพสามิต ไม่ได้ และหากอยู่ในอำนาจเปรียบเทียบของ พงส. ก็เป็นหน้าที่ของ พงส.ที่จะดำเนินการ เว้นแต่กรณีที่ไม่ได้มีการจับกุมตัวเท่านั้น เจ้าหน้าที่สรรพสามิต จึงจะใช้อำนาจเปรียบเทียบปรับได้ (ตามความเห็นของกฤษฎีกา) รับรองอัยการเห็นชอบด้วยแน่นอน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 922

ตอบตอบ: 09/09/2015 10:33 am    ชื่อกระทู้: Re: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Anonymous บันทึก:
ท่านอธิบายมา ก็ชัดเจนว่า พงส จะมีอำนาจทำอะไร ก็ต้องมีกฎหมายเขียนให้อำนาจไว้ ว่ามีอำนาจอย่างนั้นอย่างนี้. เช่น

พรบ จราจร 145...... ให้ พงส ผู้มีอำนาจสอบสวนตามวิอ. "มีอำนาจเปรียบเทียบ"หรือ.....

พรบ เปรียบเทียบ ม 4 .....ให้ พงส ผู้มีอำนาจทำการสอบสวนคดีนั้น "มีอำนาจเปรียบเทียบ"..,,,

นี่คือการเขียนกฎหมายให้ พงส มีอำนาจเปรียบเทียบ

ม 37 ไม่ได้เขียนให้อำนาจเปรียบเทียบ แต่เขียนถึงผลของการเปรียบเทียบว่า คดีเลิก


ผมเห็นด้วยกับท่านนะครับ แต่พยายาม หาเหตุผลมาตีความเพื่อให้ปฏิบัติงานได้ ซึ่งก็ลำบากซะเหลือเกิน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 09/09/2015 10:38 am    ชื่อกระทู้: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผมมาย้อนอดีตให้รู้กันนะ. ตาม ปวิอ 37(3)ที่สงสัยกันนั้น หลักการคือ บัญญัติให้การเปรียบเทียบของสารวัตรนครบาลที่ชอบด้วยกฎหมายมีผลให้คดีเลิกกันซึ่งอำนาจเปรียบเทียบของสารวัตรตำรวจนครบาลนั้นมาจาก พรบวิธีพิจารณาความอาชญาแก้ไขเพิ่มเติม 2477 นั่นเอง

เรามี พรบ นั้นใช้แต่ 1 พย 2477 ให้ตำรวจนครบาลระดับสารวัตรขึ้นไปที่มีหน้าที่ฟ้องคดีในศาลโปรีสภา มีอำนาจเปรียบเทียบคดีลหุโทษตามกฎหมายลักษณะอาญาหรือตามกฎหมายอื่นได้ด้วย ที่เกิดในจังหวัดพระนครและธนบุรี เป็นคดีจำไม่เกินเดือน ปรับไม่เกินร้อย หรือ ปรับสถานเดียวไม่เกินสองร้อย
ขณะนั้นเรายังมีศาลโปรีสภาอยู่

ต่อมาเมื่อใช้ ปวิอ แต่ 1 ตค 2478 อันเป็นประมวลกฎหมาย code. แบบฝรั่ง บัญญัติรองรับผลแห่งการใช้อำนาจเปรียบเทียบของสารวัตรนครบาลในคดีเก่าๆ ที่เคยเปรียบเทียบไปให้คดีเหล่านั้นเลิกกันตามระบบกฎหมายใหม่ด้วย จะรื้อฟื้นมาดำเนินคดีกันในระบบใหม่อีกไม่ได้

ดังนั้น มาตรา 37(3) จึงเป็นผลวางผลว่า เมื่อสารวัตรนครบาลเปรียบเทียบตามอำนาจที่มีอยู่นั้นแล้ว ให้คดีเลิกกัน 37(3) ไม่ใช่บทให้อำนาจเปรียบเทียบแก่สารวัตรนครบาล
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 09/09/2015 10:50 am    ชื่อกระทู้: Re: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คนเมืองป่า บันทึก:
Anonymous บันทึก:
ควรจะตีความกฎหมายเพื่อให้ปฎิบัติได้ อดีตเป็นมายังไงเอาไว้ศึกษาวิจัยหรือทำวิทยานิพนธ์

สำหรับในภาคปฎิบัติวันนี้ จะพบว่า พงสฯ ยังมีหน้าที่สอบสวนคดีลหุโทษตาม ป.อาญา ที่แก้ไขใหม่ โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เป็นคดีตาม ปวิอ 37(2) ที่วางหลักการให้คดีเลิกกันเมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามการเปรียบเทียบของพงสฯ

และเมื่อพิจารณาต่อไป ถึงมาตรา 38 เป็นการวางหลักการของการเปรียบเทียบ ตั้งแต่ พงสฯเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรรับโทษจำคุกก็ให้สอบถามคำยินยอมว่าจะยอมให้เปรี่ยบเทียบไหม ถ้ายอม ก็กำหนดค่าปรับที่พึงชำระ และต้องชำระใน 15 วัน จึงจะถือว่าเปรียบเทียบสำเร็จ ก็เป็นผลให้คดีเลิกกันตามมาตรา 37 เมื่อคดีเลิกโดยการเปรียบเทียบ ก็จะเป็นผลต่อไปตามมาตรา 39 ว่าสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับ

จะเห็นว่ากฎหมายได้วางหลักการต่อเนื่องกันไปอย่างนี้ จึงต้องตีความให้ปฎิบัติได้ว่า

มาตรา 37 ที่วางหลักให้คดีเลิกกันโดยการเปรียบเทียบนั้น เป็นการถือได้ว่า กฎหมายได้ให้อำนาจเปรียบเทียบแก่ พนักงานสอบสวนตาม อนุ2 ไปในตัวเบ็ดเสร็จแล้ว และให้อำนาจเปรียบเทียบแก่สารวัตรในนครบาลตาม อนุ3 ให้อำนาจเปรียบเทียบแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเฉพาะตามอนุ 4

ส่วนอนุ1 ผู้ต้องหายอมชำระค่าปรับอย่างสูงเต็มจำนวนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ถือว่าเป็นการเปรียบเทียบ และไม่ใช่บทให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เป็นบทที่รัฐให้สิทธิชาวบ้านเลือกที่จะระงับการฟ้องคดีได้ด้วยตนเอง โดยการชำระค่าปรับอย่างสูงเต็มจำนวนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ผลว่า คดีเลิกกัน สิทธิการฟ้องระงับ จบคดี

เมื่อตีความดังนี้แล้ว พงสฯ ก็จะทำการเปรียบเทียบคดีลหุโทษตาม ป.อาญาได้ และเป็นผลให้คดีเลิกกัน ตาม 37(2) โดยใช้วิธีการตาม 38 และสิทธิฟ้องระงับตาม 39

ก็หมดปัญหาทำงานต่อไป

ในการทำงาน เห็นว่า กรณีที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้ พนักงานเจ้าหน้าที่เปรียบเทียบได้ เช่น การเปรียบเทียบของพนักงานสรรพสามิตตาม พรบ.สุรา โทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น แม้ว่า 37(2) เปิดช่องให้พงสฯ เปรียบเทียบได้ ก็ไม่ควรใช้อำนาจ ควรส่งคดีให้สรรพาสามิตไปเปรียบเทียบ เพราะเขารับผิดชอบในภาพรวมตั้งแต่การอนุญาต ยกเลิกเพิกถอน จะได้มีข้อมูลไว้วิเคราะห์ ปฎิบัติการ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ในทางที่เหมาะสมต่อไป

ในทางกฎหมาย นักกฎหมายอาจเห็นต่่างกันได้ ถ้าพงสฯ เปรี่ยบเทียบตาม พรบ.สุราโทษไม่เกินหมื่น ต้องส่งบันทึกเปรี่ยบเทียบให้อัยการเห็นชอบ ท่านอั้ยการอาจจะไม่เห็นชอบก็ได้โดยเห็นว่าต้องให้สรรพสามิตเปรียบเที่ยบ เพื่อตัดปัญหาทางกฎหมาย ส่งคดีให้สรรพสามิตเปรียบเทียบไปตามอำนาจหน้าที่จะตรงเป้าที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะมากกว่า

สรุป เห็น ปวิอ 37 เป็นบทให้อำนาจเปรียบเทียบแก่ พงสฯตาม(2) เมื่อชำระค่าปรับแล้วคดีเลิก


กรณีความผิดตาม พ.ร.บ.สุราฯ จะส่งคดีให้สรรพสามิตไปเปรียบเทียบปรับไม่ได้ครับ เพราะเมื่อมีการจับกุมตัวผู้ต้องหาต้องนำตัวผู้ต้องหาไปยังสถานที่ทำการของพนักงานสอบสวน ตาม ป.วิ.อ. จะนำตัวผู้ต้องหาไปที่ทำการของ เจ้าหน้าที่สรรพสามิต ไม่ได้ และหากอยู่ในอำนาจเปรียบเทียบของ พงส. ก็เป็นหน้าที่ของ พงส.ที่จะดำเนินการ เว้นแต่กรณีที่ไม่ได้มีการจับกุมตัวเท่านั้น เจ้าหน้าที่สรรพสามิต จึงจะใช้อำนาจเปรียบเทียบปรับได้ (ตามความเห็นของกฤษฎีกา) รับรองอัยการเห็นชอบด้วยแน่นอน


สรรพสามิต จับมาส่ง สถานีตำรวจอันเป็นที่ทำการของพนักงานสอบสวน ไม่ได้บังคับว่า พงสฯ ต้องแจ้งข้อหาแล้วเปรียบเทียบเองนี่ครับ ส่งมาถึงร้อยเวรก็ลงประจำวันและสรรพสามิตของรับตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดีเปรียบเทียบในอำนาจของสรรพสามิต เขาไปเปรียบเทียบเสร็จก็ยุติไม่ต้องส่งบันทึกเปรียบเทียบให้อัยการด้วย

และมีของแถมคือ รางวัล ถูกต้องตามกฎหมาย เงินค่าปรับเขาตัดเปอร์เซ้นรางวัลการจับแก่ผู้จับได้ เขารับตัวไปปรับเองอยู่แล้ว มีบ่อย ๆ เช่น จับขายบุหรี่นอกไม่ติดอากร ปรับซองละประมาณ 150 บาท ตัดจ่ายรางวัลหลังจับได้ตามระเบียบไม่ต้องส่งคลัง ตำรวจจับเองก็มาลงประจำวันกับร้อยเวรแล้วขอรับตัวไปส่งเปรียบเที่ยบสรรพสามิต ตัดรางวัลหลังปรับ ยิ้มแป้นกลับมา ส่วนปรับกับร้อยเวรส่งเข้าหลวงเกลี้ยง
กลับไปข้างบน
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 922

ตอบตอบ: 09/09/2015 1:05 pm    ชื่อกระทู้: Re: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Anonymous บันทึก:
คนเมืองป่า บันทึก:
Anonymous บันทึก:
ควรจะตีความกฎหมายเพื่อให้ปฎิบัติได้ อดีตเป็นมายังไงเอาไว้ศึกษาวิจัยหรือทำวิทยานิพนธ์

สำหรับในภาคปฎิบัติวันนี้ จะพบว่า พงสฯ ยังมีหน้าที่สอบสวนคดีลหุโทษตาม ป.อาญา ที่แก้ไขใหม่ โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เป็นคดีตาม ปวิอ 37(2) ที่วางหลักการให้คดีเลิกกันเมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามการเปรียบเทียบของพงสฯ

และเมื่อพิจารณาต่อไป ถึงมาตรา 38 เป็นการวางหลักการของการเปรียบเทียบ ตั้งแต่ พงสฯเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรรับโทษจำคุกก็ให้สอบถามคำยินยอมว่าจะยอมให้เปรี่ยบเทียบไหม ถ้ายอม ก็กำหนดค่าปรับที่พึงชำระ และต้องชำระใน 15 วัน จึงจะถือว่าเปรียบเทียบสำเร็จ ก็เป็นผลให้คดีเลิกกันตามมาตรา 37 เมื่อคดีเลิกโดยการเปรียบเทียบ ก็จะเป็นผลต่อไปตามมาตรา 39 ว่าสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับ

จะเห็นว่ากฎหมายได้วางหลักการต่อเนื่องกันไปอย่างนี้ จึงต้องตีความให้ปฎิบัติได้ว่า

มาตรา 37 ที่วางหลักให้คดีเลิกกันโดยการเปรียบเทียบนั้น เป็นการถือได้ว่า กฎหมายได้ให้อำนาจเปรียบเทียบแก่ พนักงานสอบสวนตาม อนุ2 ไปในตัวเบ็ดเสร็จแล้ว และให้อำนาจเปรียบเทียบแก่สารวัตรในนครบาลตาม อนุ3 ให้อำนาจเปรียบเทียบแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเฉพาะตามอนุ 4

ส่วนอนุ1 ผู้ต้องหายอมชำระค่าปรับอย่างสูงเต็มจำนวนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ถือว่าเป็นการเปรียบเทียบ และไม่ใช่บทให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เป็นบทที่รัฐให้สิทธิชาวบ้านเลือกที่จะระงับการฟ้องคดีได้ด้วยตนเอง โดยการชำระค่าปรับอย่างสูงเต็มจำนวนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ผลว่า คดีเลิกกัน สิทธิการฟ้องระงับ จบคดี

เมื่อตีความดังนี้แล้ว พงสฯ ก็จะทำการเปรียบเทียบคดีลหุโทษตาม ป.อาญาได้ และเป็นผลให้คดีเลิกกัน ตาม 37(2) โดยใช้วิธีการตาม 38 และสิทธิฟ้องระงับตาม 39

ก็หมดปัญหาทำงานต่อไป

ในการทำงาน เห็นว่า กรณีที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้ พนักงานเจ้าหน้าที่เปรียบเทียบได้ เช่น การเปรียบเทียบของพนักงานสรรพสามิตตาม พรบ.สุรา โทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น แม้ว่า 37(2) เปิดช่องให้พงสฯ เปรียบเทียบได้ ก็ไม่ควรใช้อำนาจ ควรส่งคดีให้สรรพาสามิตไปเปรียบเทียบ เพราะเขารับผิดชอบในภาพรวมตั้งแต่การอนุญาต ยกเลิกเพิกถอน จะได้มีข้อมูลไว้วิเคราะห์ ปฎิบัติการ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ในทางที่เหมาะสมต่อไป

ในทางกฎหมาย นักกฎหมายอาจเห็นต่่างกันได้ ถ้าพงสฯ เปรี่ยบเทียบตาม พรบ.สุราโทษไม่เกินหมื่น ต้องส่งบันทึกเปรี่ยบเทียบให้อัยการเห็นชอบ ท่านอั้ยการอาจจะไม่เห็นชอบก็ได้โดยเห็นว่าต้องให้สรรพสามิตเปรียบเที่ยบ เพื่อตัดปัญหาทางกฎหมาย ส่งคดีให้สรรพสามิตเปรียบเทียบไปตามอำนาจหน้าที่จะตรงเป้าที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะมากกว่า

สรุป เห็น ปวิอ 37 เป็นบทให้อำนาจเปรียบเทียบแก่ พงสฯตาม(2) เมื่อชำระค่าปรับแล้วคดีเลิก


กรณีความผิดตาม พ.ร.บ.สุราฯ จะส่งคดีให้สรรพสามิตไปเปรียบเทียบปรับไม่ได้ครับ เพราะเมื่อมีการจับกุมตัวผู้ต้องหาต้องนำตัวผู้ต้องหาไปยังสถานที่ทำการของพนักงานสอบสวน ตาม ป.วิ.อ. จะนำตัวผู้ต้องหาไปที่ทำการของ เจ้าหน้าที่สรรพสามิต ไม่ได้ และหากอยู่ในอำนาจเปรียบเทียบของ พงส. ก็เป็นหน้าที่ของ พงส.ที่จะดำเนินการ เว้นแต่กรณีที่ไม่ได้มีการจับกุมตัวเท่านั้น เจ้าหน้าที่สรรพสามิต จึงจะใช้อำนาจเปรียบเทียบปรับได้ (ตามความเห็นของกฤษฎีกา) รับรองอัยการเห็นชอบด้วยแน่นอน


สรรพสามิต จับมาส่ง สถานีตำรวจอันเป็นที่ทำการของพนักงานสอบสวน ไม่ได้บังคับว่า พงสฯ ต้องแจ้งข้อหาแล้วเปรียบเทียบเองนี่ครับ ส่งมาถึงร้อยเวรก็ลงประจำวันและสรรพสามิตของรับตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดีเปรียบเทียบในอำนาจของสรรพสามิต เขาไปเปรียบเทียบเสร็จก็ยุติไม่ต้องส่งบันทึกเปรียบเทียบให้อัยการด้วย

และมีของแถมคือ รางวัล ถูกต้องตามกฎหมาย เงินค่าปรับเขาตัดเปอร์เซ้นรางวัลการจับแก่ผู้จับได้ เขารับตัวไปปรับเองอยู่แล้ว มีบ่อย ๆ เช่น จับขายบุหรี่นอกไม่ติดอากร ปรับซองละประมาณ 150 บาท ตัดจ่ายรางวัลหลังจับได้ตามระเบียบไม่ต้องส่งคลัง ตำรวจจับเองก็มาลงประจำวันกับร้อยเวรแล้วขอรับตัวไปส่งเปรียบเที่ยบสรรพสามิต ตัดรางวัลหลังปรับ ยิ้มแป้นกลับมา ส่วนปรับกับร้อยเวรส่งเข้าหลวงเกลี้ยง


ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ ไงครับ บังคับไว้ว่าเมื่อผู้ต้องหามาปรากฎต่อหน้า พงส.ให้ พงส.มีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง
๑๓๔ " เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ"

ส่วนที่ทำเพื่อหวังเงินรางวัลนำจับนั้นมันก็เป็นเทคนิค หลีกเลี่ยง ซึ่งไม่มีใครตรวจสอบหรือร้องเรียน ขนาดสุราปลอมติดแสตมป์ปลอม ยังไม่ยอมแจ้งข้อหาปลอมเอกสารเลยครับ คงเข้าใจนะครับว่า เขาเลี่ยงกันอย่างไร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 922

ตอบตอบ: 09/09/2015 1:23 pm    ชื่อกระทู้: Re: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Anonymous บันทึก:
ผมมาย้อนอดีตให้รู้กันนะ. ตาม ปวิอ 37(3)ที่สงสัยกันนั้น หลักการคือ บัญญัติให้การเปรียบเทียบของสารวัตรนครบาลที่ชอบด้วยกฎหมายมีผลให้คดีเลิกกันซึ่งอำนาจเปรียบเทียบของสารวัตรตำรวจนครบาลนั้นมาจาก พรบวิธีพิจารณาความอาชญาแก้ไขเพิ่มเติม 2477 นั่นเอง

เรามี พรบ นั้นใช้แต่ 1 พย 2477 ให้ตำรวจนครบาลระดับสารวัตรขึ้นไปที่มีหน้าที่ฟ้องคดีในศาลโปรีสภา มีอำนาจเปรียบเทียบคดีลหุโทษตามกฎหมายลักษณะอาญาหรือตามกฎหมายอื่นได้ด้วย ที่เกิดในจังหวัดพระนครและธนบุรี เป็นคดีจำไม่เกินเดือน ปรับไม่เกินร้อย หรือ ปรับสถานเดียวไม่เกินสองร้อย
ขณะนั้นเรายังมีศาลโปรีสภาอยู่

ต่อมาเมื่อใช้ ปวิอ แต่ 1 ตค 2478 อันเป็นประมวลกฎหมาย code. แบบฝรั่ง บัญญัติรองรับผลแห่งการใช้อำนาจเปรียบเทียบของสารวัตรนครบาลในคดีเก่าๆ ที่เคยเปรียบเทียบไปให้คดีเหล่านั้นเลิกกันตามระบบกฎหมายใหม่ด้วย จะรื้อฟื้นมาดำเนินคดีกันในระบบใหม่อีกไม่ได้

ดังนั้น มาตรา 37(3) จึงเป็นผลวางผลว่า เมื่อสารวัตรนครบาลเปรียบเทียบตามอำนาจที่มีอยู่นั้นแล้ว ให้คดีเลิกกัน 37(3) ไม่ใช่บทให้อำนาจเปรียบเทียบแก่สารวัตรนครบาล


แล้วปัจจุบันทำไมจึงยังคงไม่ยกเลิก อีกทั้งยังมีการแก้ไขให้อำนาจเปรียบเทียบปรับเพิ่มขึ้นมาอีก และยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ตามกฎหมายใด
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 09/09/2015 3:22 pm    ชื่อกระทู้: Re: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

นั่นนะสิ ทำไมไม่ยกเลิก ซ้ำกลับจะแก้ไขวงเงินที่ทำให้คดีเลิกกันจากการเปรียบเทียบเพิ่มขึ้นมาอีก จนทำให้นักกฎหมาย เข้าใจไปเองว่า เห็นไหมนี่ไง ตอบไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลมาสนับสนุนว่า มาตรา 37 นี่แหละหนา คือบทให้อำนาจเปรียบเทียบเลยหละ ใช่แน่ๆ เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ไม่ยังงั้นจะแก้ไขวงเงินไปเรื่อย ๆ ทำไมอีก
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 09/09/2015 3:25 pm    ชื่อกระทู้: Re: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แล้วถ้า 37(3) เป็นบทให้อำนาจเปรียบเท่ียบแก่สารวัตรนครบาลจริง ทำไมไม่เคยเห็นมีสารวัตรคนไหนเอาไปใช้ หรือสอนให้ใช้กันเลย เป็นตัวบทว่างการใช้ไปเลย
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 09/09/2015 3:39 pm    ชื่อกระทู้: Re: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คนเมืองป่า บันทึก:
Anonymous บันทึก:
คนเมืองป่า บันทึก:
Anonymous บันทึก:
ควรจะตีความกฎหมายเพื่อให้ปฎิบัติได้ อดีตเป็นมายังไงเอาไว้ศึกษาวิจัยหรือทำวิทยานิพนธ์

สำหรับในภาคปฎิบัติวันนี้ จะพบว่า พงสฯ ยังมีหน้าที่สอบสวนคดีลหุโทษตาม ป.อาญา ที่แก้ไขใหม่ โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เป็นคดีตาม ปวิอ 37(2) ที่วางหลักการให้คดีเลิกกันเมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามการเปรียบเทียบของพงสฯ

และเมื่อพิจารณาต่อไป ถึงมาตรา 38 เป็นการวางหลักการของการเปรียบเทียบ ตั้งแต่ พงสฯเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรรับโทษจำคุกก็ให้สอบถามคำยินยอมว่าจะยอมให้เปรี่ยบเทียบไหม ถ้ายอม ก็กำหนดค่าปรับที่พึงชำระ และต้องชำระใน 15 วัน จึงจะถือว่าเปรียบเทียบสำเร็จ ก็เป็นผลให้คดีเลิกกันตามมาตรา 37 เมื่อคดีเลิกโดยการเปรียบเทียบ ก็จะเป็นผลต่อไปตามมาตรา 39 ว่าสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับ

จะเห็นว่ากฎหมายได้วางหลักการต่อเนื่องกันไปอย่างนี้ จึงต้องตีความให้ปฎิบัติได้ว่า

มาตรา 37 ที่วางหลักให้คดีเลิกกันโดยการเปรียบเทียบนั้น เป็นการถือได้ว่า กฎหมายได้ให้อำนาจเปรียบเทียบแก่ พนักงานสอบสวนตาม อนุ2 ไปในตัวเบ็ดเสร็จแล้ว และให้อำนาจเปรียบเทียบแก่สารวัตรในนครบาลตาม อนุ3 ให้อำนาจเปรียบเทียบแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเฉพาะตามอนุ 4

ส่วนอนุ1 ผู้ต้องหายอมชำระค่าปรับอย่างสูงเต็มจำนวนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ถือว่าเป็นการเปรียบเทียบ และไม่ใช่บทให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เป็นบทที่รัฐให้สิทธิชาวบ้านเลือกที่จะระงับการฟ้องคดีได้ด้วยตนเอง โดยการชำระค่าปรับอย่างสูงเต็มจำนวนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ผลว่า คดีเลิกกัน สิทธิการฟ้องระงับ จบคดี

เมื่อตีความดังนี้แล้ว พงสฯ ก็จะทำการเปรียบเทียบคดีลหุโทษตาม ป.อาญาได้ และเป็นผลให้คดีเลิกกัน ตาม 37(2) โดยใช้วิธีการตาม 38 และสิทธิฟ้องระงับตาม 39

ก็หมดปัญหาทำงานต่อไป

ในการทำงาน เห็นว่า กรณีที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้ พนักงานเจ้าหน้าที่เปรียบเทียบได้ เช่น การเปรียบเทียบของพนักงานสรรพสามิตตาม พรบ.สุรา โทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น แม้ว่า 37(2) เปิดช่องให้พงสฯ เปรียบเทียบได้ ก็ไม่ควรใช้อำนาจ ควรส่งคดีให้สรรพาสามิตไปเปรียบเทียบ เพราะเขารับผิดชอบในภาพรวมตั้งแต่การอนุญาต ยกเลิกเพิกถอน จะได้มีข้อมูลไว้วิเคราะห์ ปฎิบัติการ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ในทางที่เหมาะสมต่อไป

ในทางกฎหมาย นักกฎหมายอาจเห็นต่่างกันได้ ถ้าพงสฯ เปรี่ยบเทียบตาม พรบ.สุราโทษไม่เกินหมื่น ต้องส่งบันทึกเปรี่ยบเทียบให้อัยการเห็นชอบ ท่านอั้ยการอาจจะไม่เห็นชอบก็ได้โดยเห็นว่าต้องให้สรรพสามิตเปรียบเที่ยบ เพื่อตัดปัญหาทางกฎหมาย ส่งคดีให้สรรพสามิตเปรียบเทียบไปตามอำนาจหน้าที่จะตรงเป้าที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะมากกว่า

สรุป เห็น ปวิอ 37 เป็นบทให้อำนาจเปรียบเทียบแก่ พงสฯตาม(2) เมื่อชำระค่าปรับแล้วคดีเลิก


กรณีความผิดตาม พ.ร.บ.สุราฯ จะส่งคดีให้สรรพสามิตไปเปรียบเทียบปรับไม่ได้ครับ เพราะเมื่อมีการจับกุมตัวผู้ต้องหาต้องนำตัวผู้ต้องหาไปยังสถานที่ทำการของพนักงานสอบสวน ตาม ป.วิ.อ. จะนำตัวผู้ต้องหาไปที่ทำการของ เจ้าหน้าที่สรรพสามิต ไม่ได้ และหากอยู่ในอำนาจเปรียบเทียบของ พงส. ก็เป็นหน้าที่ของ พงส.ที่จะดำเนินการ เว้นแต่กรณีที่ไม่ได้มีการจับกุมตัวเท่านั้น เจ้าหน้าที่สรรพสามิต จึงจะใช้อำนาจเปรียบเทียบปรับได้ (ตามความเห็นของกฤษฎีกา) รับรองอัยการเห็นชอบด้วยแน่นอน


สรรพสามิต จับมาส่ง สถานีตำรวจอันเป็นที่ทำการของพนักงานสอบสวน ไม่ได้บังคับว่า พงสฯ ต้องแจ้งข้อหาแล้วเปรียบเทียบเองนี่ครับ ส่งมาถึงร้อยเวรก็ลงประจำวันและสรรพสามิตของรับตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดีเปรียบเทียบในอำนาจของสรรพสามิต เขาไปเปรียบเทียบเสร็จก็ยุติไม่ต้องส่งบันทึกเปรียบเทียบให้อัยการด้วย

และมีของแถมคือ รางวัล ถูกต้องตามกฎหมาย เงินค่าปรับเขาตัดเปอร์เซ้นรางวัลการจับแก่ผู้จับได้ เขารับตัวไปปรับเองอยู่แล้ว มีบ่อย ๆ เช่น จับขายบุหรี่นอกไม่ติดอากร ปรับซองละประมาณ 150 บาท ตัดจ่ายรางวัลหลังจับได้ตามระเบียบไม่ต้องส่งคลัง ตำรวจจับเองก็มาลงประจำวันกับร้อยเวรแล้วขอรับตัวไปส่งเปรียบเที่ยบสรรพสามิต ตัดรางวัลหลังปรับ ยิ้มแป้นกลับมา ส่วนปรับกับร้อยเวรส่งเข้าหลวงเกลี้ยง


ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ ไงครับ บังคับไว้ว่าเมื่อผู้ต้องหามาปรากฎต่อหน้า พงส.ให้ พงส.มีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง
๑๓๔ " เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ"

ส่วนที่ทำเพื่อหวังเงินรางวัลนำจับนั้นมันก็เป็นเทคนิค หลีกเลี่ยง ซึ่งไม่มีใครตรวจสอบหรือร้องเรียน ขนาดสุราปลอมติดแสตมป์ปลอม ยังไม่ยอมแจ้งข้อหาปลอมเอกสารเลยครับ คงเข้าใจนะครับว่า เขาเลี่ยงกันอย่างไร


แจ้งข้อหาเพื่อสอบสวนเอาตัวไปฟ้องศาล หรือ แจ้งข้อหาเพื่อเปรียบเทียบอันเป็นการลงโทษ

การเปรียบเทียบไม่ใช่การลงโทษ การลงโทษด้วยการเปรียบเทียบความผิด ตาม พรบ.สุรา กฎหมายให้เจ้าพนักงานสรรพสามิตเปรียบเทียบได้ ก็ส่งตัวไปให้ สรรพสามิตเปรียบเทียบ ผิดตรงไหนครับ
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 09/09/2015 3:43 pm    ชื่อกระทู้: Re: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

การเปรียบเทียบไม่ใช่การสอบสวน แต่การเปรียบเทียบเป็นการลงโทษ

การลงโทษด้วยการเปรียบเทียบความผิด ตาม พรบ.สุรา กฎหมายให้เจ้าพนักงานสรรพสามิตเปรียบเทียบได้ ก็ส่งตัวไปให้ สรรพสามิตเปรียบเทียบ ผิดตรงไหนครับ
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 09/09/2015 5:29 pm    ชื่อกระทู้: Re: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

พงส รับตัวจากสรรพสามิต แจ้งข้อหา รับ ยอมให้ปรับ. พงส ไม่ปรับเอง แต่ส่งตัวให้ สรรพสามิตไปปรับ

เปรียบเทียบโดยสรรพสามิตชอบด้วยอำนาจ คดีเลิก ตาม32(4)

เห็นว่าทำได้
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 09/09/2015 5:37 pm    ชื่อกระทู้: Re: พงส.เปรียบเทียบปรับได้ทุก พ.ร.บ. จริงหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผู้ต้องหาผิดพรบ สุรา สรรพสามิตจับส่ง พงส. แจ้งข้อหา. สั่งปรับ ผู้ต้องหายอม แต่ไม่มีเงิน ขอผัดมาขำระใน 15 วัน. /ก่อนครบ15 วัน ผู้ต้องหาไปพบ จพงสรรพสามิต ผู้จับที่สำนักงานเอง ขอชำระค่าปรับตามที่ พงส เปรียบเทียบไว้ แต่จะชำระกับ จพง สรรพสามิต. ก็น่าจะทำได้
กลับไปข้างบน
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> อำนาจสอบสวน ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 2

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group




เนติบัณฑิต | อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | เงินกู้ | สินเชื่อ

การสร้างหน้าเอกสาร: 0.10 วินาที