Facebook Page สอบสวน 599 Twitter สอบสวน 599 Youtube สอบสวน 599 facebook group สอบสวน 599 เพิ่มเพื่อน

sobsuan.com :: ดูกระทู้ - ขอทราบทางชมรมจะดำเนินการอย่างไรกับ โครงสร้างใหม่
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

ขอทราบทางชมรมจะดำเนินการอย่างไรกับ โครงสร้างใหม่
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ทั่วไป
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
พงส.ตะวันออก
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 14/05/2009
ตอบ: 349

ตอบตอบ: 07/08/2009 11:03 pm    ชื่อกระทู้: ขอทราบทางชมรมจะดำเนินการอย่างไรกับ โครงสร้างใหม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

จากที่อ่านมาเห็นได้ชัดว่ามีปัญหามากมายในการปรับโครงสร้าง ส่วนใหญ่ พงส.เก่า จะเสียประโยชน์ มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่จะเสียประโยชน์ในอนาคต กระผม จึงใคร่ขอทราบแนวทางของชมรมว่าจะดำเนินการอย่างไร และจะให้ พงส.ดำเนินการอย่างไรด่วนครับ กรุณาสั่งมา หากดูแล้วว่าเหมาะสมจะดำเนินการตามครับ เจ๋ง

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว

สมาชิก
สมาชิก


เข้าร่วมเมื่อ: 11/11/2008
ตอบ: 174

ตอบตอบ: 08/08/2009 4:23 pm    ชื่อกระทู้: Re: ขอทราบทางชมรมจะดำเนินการอย่างไรกับ โครงสร้างใหม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ที่ประชุมกันตามภาคต่างๆนั้นเป็นการอ่านโครงสร้างให้ฟังแล้วทำตามไม่ใช่การอภิปรายหรือแสดงความเห็นดอกเขาหลอกหรือเปล่า แบบฟอร์มที่กรอกแบบสอบถามไม่ให้มีการลงชื่อเพราะส่วนที่ไม่เห็นด้วยก็ฉีกทิ้ง แล้วปริ๊นใหม่แล้วขีดคำว่าเห็นด้วย แล้วเสนอกตร.แล้วบอกว่า"ท่านครับส่วนใหญ่เห็นด้วย"จบข่าว
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว

สมาชิก
สมาชิก


เข้าร่วมเมื่อ: 11/11/2008
ตอบ: 174

ตอบตอบ: 08/08/2009 6:09 pm    ชื่อกระทู้: Re: ขอทราบทางชมรมจะดำเนินการอย่างไรกับ โครงสร้างใหม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

วันหนึ่งเข้าเวรแต่งเครื่องแบบ สอบสวนปากคำผู้ต้องหาแล้วต่อมาจะแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนกับปืนกล๊อก1กระบอกออกไปสืบสวนแถวๆบ้านผู้ต้องหา มันคงจำหน้าเราไม่ได้มั๊ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
สบ๔อีสาน
ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ


เข้าร่วมเมื่อ: 24/02/2008
ตอบ: 5073

ตอบตอบ: 08/08/2009 7:35 pm    ชื่อกระทู้: Re: ขอทราบทางชมรมจะดำเนินการอย่างไรกับ โครงสร้างใหม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ปัญหางานสอบสวนแก้ง่ายนิดเดียว แต่ไม่อยากแก้กัน คือ ยอมรับกันไม่ได้ อ้างว่าจะกัด อยู่ด้วยกันไม่ได้ โรงพักจะแตก ก็คือ การเข้าสู่ตำแหน่ง สบ 4 ต้องให้เขาบริหารงานสอบสวนในระดับสถานีได้ อยู่กับ ผกก.หน.หน่วยได้ (นายบางคนให้ยกระดับ หน.สถานี เป็นระดับ 9 คือ ให้ รอง ผบกฯ ลงไปคุม ผกก.หลายตัวที่จะกัดกัน เรื่องผล ปย.นั่นหล่ะ)...ต้องให้อำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานสอบสวน มีสายงานบังคับบัญชาต่างหาก ขอขั้นในกลุ่มเดียวกัน มีกำลังช่วยเหลือ สนับสนุน น้ำมัน เบี้ยเลี้ยง รถยนต์ จักรยานยนต กันส่วนออกมา ขาดเหลือออกเองได้บ้าง แต่ต้องสนับสนุน เงินหวย บ่อน ซ่อง (หากมี) ต้องช่วยเหลือเจือจานกันบ้างตามควร ตามมารยาท และขนบธรรมเนียม ไม่ใช่ จ่ายเฉพาะ สืบสวน ปราบปราม จราจร / ส่วนสำนวน ก็ให้ ผกก.ลงนามคนสุดท้ายก่อนส่งอัยการฯ เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาใด ผลดีก็คือ ในสายงานสอบสวนเลื่อนไหลได้ตลอด สบ 4 ก็กระจายอยู่ตามสถานีได้ตามความเหมาะสม ไม่นานก็เกษียณ มี สบ 3 สอบเลื่อนเข้าแทนที่ ไปเป็นไปตามวัฎจักร จะมีอั้นบ้างก็จำเป็น แต่ ต้องเปิดตำแหน่ง เลื่อนไหล ไว้ที่ ภ.จว.ส่วนหนึ่ง ที่ ภาค คือ บก.สส.ต้องมี พงสฯ เลื่อนไหล ทำงานสอบสวนแบบกองปราบให้ภาคด้วย นายใหญ่คิดเรื่องนี้กันบ้างหรือไม่....วิสัยทัศน์เรื่องนี้ เคยเสนอและแสดงเมื่อสอบ ดีเด่น สบ 3 ปี 46 กก.สอบ ให้คะแนน 95 จาก 100 ว่าเป็นหลักการที่ดี "คุณเป็น พงสฯ พันธุ์แท้ คลุกคลีงานสอบสวน ทำจริง พบปัญหาจริง แก้ปัญหาได้แน่ เอาไปผมให้คุณดีเด่นปีนี้" ว่าไปนั่น แล้วสุดท้าย กลายเป็นไดโนเสาร์ ได้งัย ยังงง มากๆ ว่าคิดกันได้ไง คิดแบบนี้....หลังปรับโครงสร้างเดือนเดียวก็พังพาบไม่เป็นท่าแล้วครับ เพราะจะกัดกันเอง คือ แย่งกันหนีออกจากงานสอบสวน นี่แหละการแตกความสามัคคีครั้งใหญ่
.....หากระดมสมองจริง ต้องเปิดโอกาสให้ รอง ผกก.(ป) รอง ผกก.(สส.) รอง ผกก.(อก) เข้าร่วมด้วยล่ะก็ สนุก พวกนี้ เขาไม่ยอมให้ พงสฯ ปลดล๊อคออกนอกสายหรอกครับ เดือดร้อนเขาแน่ ไหนจะเวียนมาเข้าเวรสอบสวน บริหารสอบสวน ยังถูกแย่งเอา ตำแหน่ง ผกกฯ อีกด้วย ก็ต้องยอมรับว่า มี พงสฯ บางส่วน แม้น้อยนิด จะวิ่งเต้นได้ก็ตาม ก็คือ หนามยอกอกของ สายอื่นเขาล่ะครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส.ที่ราบสูง
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 29/07/2009
ตอบ: 19

ตอบตอบ: 09/08/2009 7:25 am    ชื่อกระทู้: Re: ขอทราบทางชมรมจะดำเนินการอย่างไรกับ โครงสร้างใหม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ถ้าพวกเรา พงส.พันธ์แท้ ไม่ช่วยตัวเองก็ไม่รู้จะรอให้ใครมา " ช่วยฝัง "เราล่ะงานนี้
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ปลาแดกใหใหม่
สมาชิก
สมาชิก


เข้าร่วมเมื่อ: 21/07/2007
ตอบ: 179

ตอบตอบ: 09/08/2009 1:51 pm    ชื่อกระทู้: Re: ขอทราบทางชมรมจะดำเนินการอย่างไรกับ โครงสร้างใหม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ซึ้ง โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ จั่งซื้อมันต้องถอน
ถอนโครงสร้างตร. เอาไปเป็น ตำรวจตำบล ไม่ต้องขึ้นกับนาย
ไปขึ้นกับนายก(อบต.) ฮ่าๆๆๆมันเพิ่นล่ะบัดทีนี้ น้ำตาซึม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
hijack
ผู้ชำนาญการพิเศษ
ผู้ชำนาญการพิเศษ


เข้าร่วมเมื่อ: 03/05/2008
ตอบ: 2140

ตอบตอบ: 09/08/2009 2:34 pm    ชื่อกระทู้: Re: ขอทราบทางชมรมจะดำเนินการอย่างไรกับ โครงสร้างใหม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ยืนยัน ทางแก้ที่ดีที่สุดคือ แยกหน่วยงานออกจากกัน ไม่อยากเห็นการชงเอง กินเอง
แต่ละหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมควรแยกกันและถ่วงดุลกัน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
สบ๔อีสาน
ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ


เข้าร่วมเมื่อ: 24/02/2008
ตอบ: 5073

ตอบตอบ: 09/08/2009 2:54 pm    ชื่อกระทู้: Re: ขอทราบทางชมรมจะดำเนินการอย่างไรกับ โครงสร้างใหม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ดีเดย์เข้า อนุ ก.ตร.บุคคล เพื่อลงมติ ก่อนเสนอ ก.ตร.เพิ้อรับทราบ และออกเป็น กฏ ก.ตร.ใช้บังคับ เทียบเท่า กฎกระทรวงต่อไป...เปิดรายชื่อดูชื่อ คณะ อนุ ก.ตร.บุคคล เพื่อล๊อบบี้ได้เลย ประมาณ 30 คนได้มั้ง...รับทราบผลแล้วก็ตัวใครตัวมัน คงทำอะไรไม่ได้มากกว่า การบ่นเท่านั้น
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ruk42
ทีมงานผู้ดูแลเว็บ
ทีมงานผู้ดูแลเว็บ


เข้าร่วมเมื่อ: Dec 15, 2007
ตอบ: 35

ตอบตอบ: 12/08/2009 9:59 pm    ชื่อกระทู้: ความในใจจากพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ททความนี้เขียนขึ้น ก่อนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะ เปลี่ยนโครงสร้างใน ปี พ.ศ.2552 ไม่กี่วัน และท่านผู้ทรงอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ลงนาม ในร่าง พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ฉบับใหม่ แทนที่ ฉบับปี พ.ศ. 2547 แล้ว ขั้นตอนต่อไป อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งถ้า สภาผ่านความเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะมีผลทำให้ ตำแหน่งพนักงานสอบสวน หายไปอย่างถาวร หรือ แม้ไม่หายไป ก็คงจะไม่มีวันได้กลับมาเป็นอย่างเช่นเดิมอย่างแน่แท้
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2547 พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลใช้บังคับกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีแนวคิดในการพัฒนาองค์กรตำรวจ และ กระบวนการยุติธรรมในชั้นของตำรวจ ดังจะเห็นได้จาก มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ตำรวจของแต่ละภาคส่วนเป็นสัดส่วนชัดเจน และในครั้งนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้ง ใหญ่ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องด้วยเกิดวิกฤติการณ์ ประชาชนขาดความเชื่อมั่น ใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำถามมากมายเกิดขึ้น โดยเฉพาะ ความเชื่อมั่นในเรื่องความยุติธรรม ของประชาชนที่จะได้รับจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ โดย ก่อนหน้าที่จะประกาศใช้ พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 อำนาจในการสอบสวน ยังอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน หรือที่เรียกกันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวน หมายความว่า นายตำรวจที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนนี้ จะมีอำนาจอยู่ในมือ สองอำนาจ มีหน้าที่อยู่ในมือสองหน้าที่ กล่าวคือ มีอำนาจในการสืบสวน จับกุม นอกจากนี้ เมื่อสืบสวนจับกุมแล้ว นายตำรวจตำแหน่งนี้ จะมีอำนาจทำการสอบสวน คือทำสำนวนการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน แล้วมีความเห็นทางคดี ว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหา ส่งไปยังพนักงานอัยการด้วย และหากเป็นคดีที่สามารถเปรียบเทียบปรับได้แล้ว นายตำรวจ ตำแหน่งนี้ ก็จะทำการเปรียบเทียบปรับได้อีกด้วย หมายความว่า นายตำรวจที่ทำหน้าที่ สืบสวนสอบสวน นี้ มีอำนาจเสร็จเด็ดขาด จนดูน่ากลัว ถ้าถามว่า น่ากลัวเพราะอะไร ก็เพราะว่า หากอำนาจนี้ ไปอยู่ในมือของบุคคลที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ประชาชนนั่นแหล่ะที่จะเดือดร้อน ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่นายตำรวจตำแหน่งนี้ สืบทราบมาว่า ผู้ใดมีพฤติกรรมในการกระทำความผิด ก็ไปขอหมายค้น จากนั้น ก็เข้าทำการตรวจค้นเอง หากพบการกระทำความผิดก็จับเอง เมื่อจับเสร็จแล้วก็ทำการสอบสวนเอง จนถึงขั้นตอนของการ ส่งฟ้องผู้ต้องหาไปยัง พนักงานอัยการ หากในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มีการกระทำที่ละเมิดสิทธิ์ของ ผู้ต้องหา ย่อมไม่มีผู้ใดคานอำนาจของ เจ้าพนักงานสืบสวนสอบสวนท่านนี้ ดังนั้น นักวิชาการ ผู้พิพากษา พนักงานอัยการ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็จึงได้ร่วมกันเสนอแนวคิดว่า หากให้อำนาจสืบสวน และ อำนาจสอบสวน อยู่ด้วยกันต่อไป ย่อมจะทำให้ประชาชน ขาดหลักประกันในเรื่องการได้รับความยุติธรรมในคดีอาญา จึงได้เสนอว่า ควรจะมีองค์กรใดๆ ขึ้นมาทำงานสอบสวน โดยเฉพาะ จึงตั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ขึ้นมา ทำหน้าที่สอบสวนคดีอาญาเช่นเดียวกันกับ พนักงานสอบสวน ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นว่า กำลังถูก ลิดรอน อำนาจการสอบสวน จึงได้มีแนวคิดว่า จะแยกงานสอบสวน ออกจากงานสืบสวน จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ขึ้น มีมาตราที่เกี่ยวข้องกับพนักงานสอบสวน คือ มาตรา 44 เรื่องตำแหน่ง และการกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจ โดยอยู่ในมาตรา 44 (6),(7),(Cool,(9(,(10),(11) มีการเพิ่มตำแหน่งของพนักงานสอบสวนเข้าไป , มาตรา 46 ได้กำหนดค่าตอบแทนพิเศษ นอกเหนือจากเงินเดือน ให้กับพนักงานสอบสวน , มาตรา 47 ได้กำหนดขั้นตอนและโอกาสในความเจริญก้าวหน้าให้กับพนักงานสอบสวน , มาตรา 51 การกำหนดที่มาของพนักงานสอบสวน แต่ละชั้น โดยมีเหตุผลในการตรากฎหมายเรื่องนี้ขึ้นก็เพื่อเป็นการยื้อเอางานสอบสวน ไว้กับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อไป ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร อำนาจการสอบสวน ส่วนใหญ่ยังคงอยู่กับ ตำรวจ ดังนั้น จึงได้มีพนักงานสอบสวน เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีพนักงานสอบสวน เกิดขึ้น ก็มิได้มีการบังคับใช้ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพนักงานสอบสวน อย่างจริงจัง ทั้งที่ ครั้งแรกที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะตรา พระราชบัญญัติ ฉบับนี้ขึ้นนั้น ก็เพราะต้องการจะพัฒนากระบวนการยุติธรรม ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ทัดเทียมกับหน่วยงานยุติธรรมอื่น ผู้เขียนจะอธิบายต่อไปว่า ไม่ได้ใช้บังคับอย่างจริงจังอย่างไร
แนวคิดในเรื่องการแยกงานสอบสวนออกจากงานสืบสวน
ในเรื่องแนวคิด ในการแยกงานสอบสวน ออกจากงานสืบสวนนี้ เกิดขึ้นก็เพื่อจะถ่วงดุลอำนาจในการสืบสวน จับกุม ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน เนื่องมาจาก นักวิชาการ และ ผู้มีความรู้เรื่องกฎหมายเห็นว่า แม้จะไม่ได้แยกงานสอบสวนออกจากตำรวจ อย่างเด็ดขาด แต่ก็น่าจะช่วยเหลือประชาขน ให้ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน และป้องกันปราบปราม ขอบอกก่อนนะครับ ก่อนหน้านี้ แนวคิดมันเป็นอย่างนี้จริงๆ ผมไม่ได้บอกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน หรือปราบปราม ไม่ดี ทุกคนที่โรงพักผมดีทุกคนโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่สืบสวน ปราบปราม ให้ความร่วมมือกับผมดีมาก แต่ว่า ประชาชน นักวิชาการเขาคิดอย่างนั้น จึงทำการพยายามจะแยกอำนาจสองอำนาจนี้ออกจากกันเพื่อคานอำนาจซึ่งกันและกัน ไว้
ช่วงแรกก็ยังไม่ค่อยจะได้ผลมากนัก เหตุผลก็เพราะ พนักงานสอบสวน เป็นตำรวจ และอยู่ใต้การบังคับบัญชาของนายตำรวจระดับสูง ระดับสูกว่า เปรียบไป พนักงานสอบสวน จึงเปรียบเหมือนกระบือในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ไถนา ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ไถไปทางซ้าย ก็ต้องไถไปทางซ้าย สั่งให้ไถไปทางขวา ก็ต้องไถไปทางขวา ถ้าไม่ไถ ก็เห็นว่า กระบือตัวนี้ ดื้อรั้นทำงานให้ไม่ได้ จำต้องเอาไปฆ่าทำลูกชิ้นเสีย ด้วยเหตุผลนี้ แม้จะมี พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 เกิดขึ้นแล้ว การดำเนินการทั้งหลายก็ยังคงต้องถูกนายตำรวจระดับสูงกดทับเอาไว้อยู่

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลัง
การเปลี่ยนแปลงขั้นที่ 1 ภายหลังเมื่อมีการแยกงานสอบสวนออกมาแล้ว ก็มีพัฒนาของพนักงานสอบสวน และงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากก่อนค่อนข้างมาก โดย พนักงานสอบสวนจะศึกษาหาความรู้เพี่มเติม ไม่ว่า จะเป็นการเรียนในระดับเนติบัณฑิต การศึกษาต่อในระดับปริญญาโท หรือ แม้จะยังไม่ได้ศึกษาต่อในรูปแบบของการเข้าศึกษาตามสถานศึกษา แต่ก็จะต้องพยายามศึกษาหาความรู้กันเอง เพื่อจะได้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับใหม่ๆ เสมอ เพื่อผลในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ สังเกตได้จาก การสอบเป็น ผู้ช่วยผู้พิพากษา การสอบเป็นอัยการผู้ช่วย ในแต่ละครั้ง จะมี พนักงานสอบสวน ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สอบได้เป็นจำนวนมาก นั่นหมายความว่า ความรู้ของพนักงานสอบสวน พัฒนามากขึ้น จน บางส่วน มีความรู้ทัดเทียมกับ พนักงานอัยการ หรือ ผู้พิพากษา แล้ว และ บางส่วนก็กำลังพัฒนาตนเองอยู่ เป็นผลให้ พนักงานสอบสวน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปโดยปริยาย นอกจากนี้ ก็จะมีความชำนาญเฉพาะด้านกฎหมายและงานสอบสวนด้วย แต่ ผู้บังคับบัญชาก็ยังคงมีอิทธิพลต่อการสั่งคดีของ พนักงานสอบสวน ค่อนข้างสูงเช่นเดิม
การเปลี่ยนแปลงขั้นที่ 2 ของพนักงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การเปลี่ยนในขั้นนี้ พนักงานสอบสวน เริ่มเป็นตัวของตัวเอง เนื่องมาจากมีความรู้ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งบางครั้งอาจจะส่งผลให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงบางหน่วยงาน ไม่สามารถไปสั่งการทางคดีกับ พนักงานสอบสวน ให้ทำตามใจของตนเองได้ หรือหากจะสั่งได้ ก็ไม่สามารถสั่งการให้เป็นไปตามใจของผู้บังคับบัญชาได้อย่างเต็มที่ เนื่องมาจาก พนักงานสอบสวน ก็รู้ถึงสิทธิของตนเอง ตามกฎหมาย การปฏิบัติงานที่จะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ว่าเป็นอย่างไร คำสั่งใด ของผู้บังคับบัญชาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เริ่มไม่ทำตาม แต่จะยึดถือหลักกฎหมายเป็นหลัก มีบางครั้ง ผู้บังคับบัญชาบางราย โมโหถึงขนาดตบโต๊ะ ด้วยความไม่พอใจต่อหน้าพนักงานสอบสวน แต่ก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้ นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนเอง ก็เริ่มมีการรวมตัวกันในรูปของชมรม ซึ่งชื่อว่า ชมรมพนักงานสอบสวน แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายใด รับรองคุ้มครองชมรมดังกล่าว ขั้นตอนนี้เอง ที่พนักงานสอบสวน กล้าที่จะร้องขอให้ผู้บังคับบัญชาทำตามกฎหมาย โดย พนักงานสอบสวน กลุ่มหนึ่ง ได้ร้องขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติตาม พรบ.ตรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 เรื่องการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวน ตาม มาตรา 44 กำหนดวิธีการเลื่อนขั้น ของพนักงานสอบสวน ตาม มาตรา 47 ประกอบมาตรา 51 และสุดท้าย กำหนดเงินเพิ่มพิเศษ ตาม มาตรา 46 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อิดออด ไม่ยอมทำตาม ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2547 จนถึงปีนี้ 2552 ก็ราว 5 ปีแล้ว โดยประมาณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ยอมทำตาม โดยเพิกเฉยละเลยตามที่กฎหมายกำหนด พนักงานสอบสวนกลุ่มหนึ่ง ได้ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปยัง ศาลปกครองกลาง ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2548 ว่า ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมาย คือ ปฏิบัติตาม พรบ.ตรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ในเรื่องที่กล่าวมาแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เอาข้างเข้าถูกบอกว่า อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณา ความเหมาะสม ท่านอ่านถึงตรงนี้ ท่านอาจจะคิดว่า ผมก็คิดถึงผลประโยชน์ของตนเองอีกแล้ว ท่านครับ ท่านทราบหรือไม่ว่า ทำไมผู้ร่าง พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 เขาถึงได้เขียนไว้ใน พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 เลย ทำไมถึงไม่กำหนดไว้ในกฎหมายอื่น เพราะเขาเห็นความสำคัญของงานสอบสวน ในเรื่องที่ว่า งานสอบสวน เป็นกระบวนการหนึ่งในการให้ความยุติธรรมในด้านคดีอาญา อัยการจะสั่งคดี หรือ ศาลจะพิพากษาลงโทษผู้ต้องหาหรือไม่ อยู่ที่การสอบสวน (ทำสำนวนการสอบสวน ) นี่แหละครับ เขาจึงต้องการให้ พนักงานสอบสวน พัฒนาศักยภาพของตนเอง โดยมีแนวคิดว่า หากเพิ่มค่าตอบแทนให้กับพนักงานสอบสวน คนที่เรียนสูงๆ เก่งๆ ซึ่งเป็นบุคลภายนอก ก็อยากจะเข้ามาเป็น ส่วนตำรวจเดิมที่เป็นพนักงานสอบสวน ก็จะพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพื่อรักษาไว้ซึ่งองค์กรสอบสวน ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่านทราบหรือไม่ว่า แนวคิดนี้นำมาจากไหน แนวคิดนี้ เขาเอามาจาก การเปลี่ยนแปลงในองค์กรของตุลาการ หรือ ศาล และอัยการนี่แหล่ะครับ แต่ก่อนนี้ อัยการ และศาล ก็เงินเดือน และค่าตอบแทนอื่นก็เท่ากับตำรวจนี่แหล่ะครับ ใครที่เรียนจบสูงๆ เก่งๆ ก็ไม่มาเป็นอัยการ ผู้พิพากษา เขาไปเป็นที่ปรึกษา บริษัทดังๆ กันหมด งานตุลาการ และ อัยการแต่ก่อน จึงไม่ได้พัฒนาเหมือนทุกวันนี้ ภายหลังเขามีแนวคิดว่า หากมีการเพิ่มเงินพิเศษ ให้กับ ศาล และ อัยการแล้ว จะทำให้คนดี มีความรู้เข้ามาทำงาน เป็น ศาล อัยการ กันมากขึ้น ซึ่ง ผู้ที่คิดอย่างนี้ ก็คิดถูก ท่านเชื่อหรือไม่ ว่า คนที่เรียนเก่งมากๆ ก็เข้ามาสอบเพื่อบรรจุเป็น ผู้พิพากษา หรือ อัยการ เป็นจำนวนมาก และผมเองยอมรับว่า ทั้งสององค์กรนี้เขาพัฒนาไปไกลเสียจน หน่วยงานของตำรวจเองต้องอิจฉา กระบวนการพิจารณาคดี ความเห็นทางคดี ของศาล อัยการ เป็นอิสระ ไม่ต้องไปเกรงกลัวนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล ประชาชนจึงเคารพนับถือ ศาล อัยการ กันมาก ตรงข้ามกับ พนักงานสอบสวน ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของเรา ไปเดินตามนักการเมือง แทบจะทุกวัน บางท่านไม่เชื่อ หากไม่เชื่อ วันนี้ ลองเปิดข่าวตามสถานีโทรทัศน์ดู ว่ามีหรือไม่ แล้วท่านจะพบกับความจริง ในเรื่องนี้ ตรงนี้ แสดงให้เห็นอะไร แสดงให้เห็นว่า นายตำรวจคนดังกล่าว ต้องเป็นคนของนักการเมืองคนนั้นนั่นแหละครับ ถ้าท่านผู้อ่าน ท่านไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจ หรือ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ไปมีเรื่องกับนักการเมืองพวกนี้ ท่านจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ท่านไม่ต้องใช้หลักวิการสูงในการตัดสินใจตอบหรอกครับ ผมเชื่อว่า ท่านต้องไม่ไวใจแน่ๆ หรือ อย่างน้อยก็ต้องแคลงใจกันบ้างใช่หรือไม่ เพราะท่านทราบดีว่า นักการเมืองคนดังกล่าว รู้จักกับ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ต้องมาแทรกแซงทางคดีอย่างแน่นอน
แนวคิดดังกล่าว ได้ถูกถ่ายทอดมาที่ พนักงานสอบสวน ของตำรวจ ครับท่าน โดยเขาให้ความสำคัญถึงกับขนาด เขียนไว้ใน พระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงมาก รองจาก รัฐธรรมนูญ การแก้ไขเปลี่ยนแปลง ก็ทำได้โดยยาก นั่นหมายความว่า เขาไม่ต้องการให้มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้โดยง่ายนั่นเอง


ผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพนักงานสอบสวน
เมื่อการสอบสวน ของ พนักงานสอบสวน ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นไปตามกฎหมาย ผู้บังคับบัญชาบางท่าน ไม่สามารถสั่งการให้พนักงานสอบสวนทำตามอำเภอน้ำใจได้ ก็เริ่มไปพอใจพนักงานสอบสวน เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ นับแต่ ประกาศใช้พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เอง ก็ไม่เคยใส่ใจที่จะปฏิบัติตาม บทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยเงินเพิ่มพิเศษ หรือเงินประจำตำแหน่ง โดยไม่ยอมกำหนดเงินเพิ่มพิเศษ ให้กับพนักงานสอบสวน ไม่ยอมกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวน และ การได้มา และการเลื่อนขั้น ของพนักงานสอบสวน ตาม ที่ พระราชบัญญัติฯ กำหนด ทำให้พนักงานสอบสวน รวมตัวกันยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ทำตามกฎหมาย เป็นผลให้ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงออกมาแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถึงขั้นเรียกไปประชุม ให้ถอนฟ้อง กันเป็นการใหญ่ บางกลุ่มยอมเพราะกลัวผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจกลั่นแกล้ง บางส่วนก็บอกว่า ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว จึงไม่ยอมถอนฟ้อง คดีจึงอยู่ที่ ศาลปกครองกลาง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นับจนถึงปัจจุบันก็ 4 ปีแล้ว ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ ฟ้องฉบับนี้ จึงเปรียบเสมือนหนามที่คอยทิ่มแทง ผู้บังคับบัญชาเสมอมา นอกจากนี้ ข่าวตามสื่อต่างๆที่พนักงานสอบสวน ขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาที่ออกมาก็มีเป็นระยะ ๆ นั่นแสดงให้เห็นว่า พนักงานสอบสวน เริ่มจะกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เริ่มที่จะไม่รับฟังคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะถ้าชอบด้วยกฎหมาย แล้วพนักงานสอบสวนไม่ทำตาม ผู้บังคับบัญชาเอาตายอยู่แล้ว ผลจากการที่ไม่ยอมปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ในมาตรา 44 (6),(7),(Cool,(9(,(10),(11), มาตรา 46 , มาตรา 47 และ มาตรา 51 เป็นผลให้ ไม่มีคนที่เก่งมากๆ เข้ามาเป็นน้ำใสเข้ามาไล่น้ำเสียออกไป ตรงกันข้าม น้ำดีที่เป็นน้ำบริสุทธิ์ จากงานสอบสวน ที่เก่ง ก็พากันหนีไปสอบเป็นอัยการ ผู้พิพากษา กันหมด จนปัจจุบันนี้ พนักงานสอบสวน ที่อยู่กันก็เพราะ ไม่มีเส้นสายย้ายสายงาน หรือ อยู่เพราะใจรักจริงๆ ท่านที่อยู่ในวงการกฎหมายคงเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไร เราจึงต้องเรียกร้องตรงนี้ด้วย เพราะเราต้องการมีสิ่งดึงดูดผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานในวงการของเราด้วย ดังเช่น อัยการ ผู้พิพากษา เขาทำกันจนสำเร็จมาแล้ว
ปฏิกิริยาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ภายหลังจากที่ พนักงานสอบสวน เริ่มจะควบคุมไม่ได้ ผู้บังคับบัญชา ก็เริมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ กันอย่างหนัก ว่า หากปล่อยให้พนักงานสอบสวน เติบโต ชนิดที่ไม่สามารถควบคุมได้ จะทำให้ไม่สามารถบังคับบัญชากันได้ นอกจากนี้ ก็ไม่อยากให้พนักงานสอบสวน ได้เงินเพิ่มพิเศษมากกว่าสายงานอื่น โดยให้เหตุผลว่า ตำรวจเหมือนกัน ไม่ควรได้เงินต่างกัน ผู้บังคับบัญชาไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงหาทางแก้ไข ด้วยการยกร่าง พรบ.ตำรวจแห่งชาติ ขึ้นมาใหม่ อีก 1 ฉบับ โดยยกเลิกตำแหน่ง พนักงานสอบสวน แล้วกลับไปใช้ รองสารวัตรสืบสวนสอบสวน และ สารวัตรสืบสวนสอบสวน เช่นเก่าก่อนที่เคยเป็นมาก่อน ตรา พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 โดย ทำกันเป็นการภายใน ไม่มีการสอบถามความเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ พนักงานสอบสวนก่อน เมื่อมาถึงขั้นตอนหนึ่ง มีการท้วงติงว่า ร่าง พรบ. ตำรวจแห่งชาติ ฉบับใหม่นี้ ได้ผ่านความเห็นชอบจากพนักงานสอบสวนหรือยัง ผู้บังคับบัญชาระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ทำแบบสอบถามแบบไม่ลงวันที่ มาเรียกสอบถาม ณ จุดที่กำหนด แล้วมีผู้บังคับบัญชาเฝ้าการลงคะแนนด้วย ในที่การลงประชุมทุกภาค มีการสอบถามและแสดงความคิดเห็นกัน แต่แทนที่ ผู้บังคับบัญชาแต่ละภาคจะรับฟังแล้วนำไปประกอบการพิจารณากลับพยายามเบี่ยงเบนประเด็นและ พยายามห้ามปรามมิให้พนักงานสอบสวน เสนอความเห็น พนักงานสอบสวนทุกคนเข้าใจดีว่า เพราะอะไร ถึงต้องทำกันขนาดนี้ เป็นเพราะท่านผู้มีอำนาจอาจจะสั่งการลงมา เหตุเพราะท่านได้ลงนามแล้ว ถ้าไม่ผ่านเสียหน้าแย่ และผมก็แน่ใจว่า พนักงานสอบสวน ทั่วประเทศคงไม่เห็นด้วยเป็นแน่ กับการล้างตำแหน่งงานสอบสวนออกไปจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เอาหล่ะครับ ถึงตอนนี้ ผมขอบอกก่อนนะครับ ผมไม่ใช่หมอดูฟันธง หรือ หมอดูคอนเฟิร์ม และไม่ใช่ออสตาดิสูส แต่ นี่คือคำทำนายจากผม ถ้าท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายไม่เชื่อคอยดู นับต่อแต่นี้ไป หากท่านไม่ยอมยกเลิกคำสั่ง หรือ พรบ.ฉบับนี้ หรือแก้ไขไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อไป จากคำทำนายของผม ผมของทำนายว่า
1.) อำนาจสอบสวน จะถูกหน่วยงานอื่น แย่งชิงเอาไป จนหมด โดยเขาจะอ้างว่า ประชาชนไม่มีหลักประกันในการได้รับความยุติธรรม ในกระบวนการยุติธรรมในชั้นตำรวจ จากการที่ผู้จับกุมเอง และสอบสวนเอง
2.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะถูกดูถูกจากหน่วยงานอื่น ว่า เป็นหน่วยงานที่ไม่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาองค์กรให้พัฒนาไปข้างหน้า แต่เลือกที่จะพัฒนาถอยหลัง
3.) ข้าราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็จะถูกดูถูกจากคนทั่วไป ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน ในสังคม
4.) คนที่มีความรู้ความสามารถจะไม่อยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะพากันออกไปอยู่หน่วยงานอื่นจนหมด เช่น จะสอบไปเป็น อัยการ ผู้พิพากษา เหลือแต่คนที่ยอมให้กับผู้บังคับบัญชาเท่านั้น ที่จะอยู่ได้
5.) ต่อไป ตำรวจ จะเป็นยามเกรด A หมายความว่า มีอำนาจจับกุมมากกว่ายาม ซึ่งเป็นคนทั่วไปเท่านั้นเอง
6.) การทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะทำได้ยากขึ้น เพราะหากอำนาจในการสอบสวน หลุดพ้นไปอยู่กับหน่วยงานอื่น ที่ไม่ใช่ตำรวจ หรือคนที่เข้าใจตำรวจด้วยกันแล้ว ท่านจะไม่สามารถ ทำอะไรที่นอกเหนือกฎหมายได้ แม้แต่นิดเดียว เช่นแค่เอาตัวมาก่อนแล้วค่อยไปออกหมายจับทีหลัง เพราะ ไปขอหมายไม่ทันกำลังพิมพ์คำร้องอยู่ ท่านก็จะทำไม่ได้ ถ้าทำ ถ้าพนักงานสอบสวนหน่วยงานอื่นไม่ช่วย คนจับตาย...
มาดูวิธีแก้ไขของผมมั่ง ท่านจะเชื่อผมไม่ว่า ลองดูก่อน
1.)กรณีที่ท่านทั้งหลายเกรงว่า งานสอบสวนจะหลุดไปอยู่กับหน่วยงานอื่น มีวิธีการแก้ไขง่ายๆครับ ดังนี้
1.1) ท่านต้องส่งเสริมให้พนักงานสอบสวน หมั่นศึกษาหาความรู้แบบเป็นรูปธรรม เพราะเมื่อพนักงานสอบสวนมีความรู้แล้ว คงไม่มีใครกล้าว่าพนักงานสอบสวนไร้สมองเป็นแน่ แต่ผมขออย่างหนึ่งว่า ให้มันส่งเสริมด้วยความจริงใจละกัน ไม่ใช่ส่งเสริมเอาหน้าว่า ข้าคือผู้พลิกโฉมให้กับพนักงานสอบสวน เพื่อจะได้หน้า
1.2) นอกจากส่งเสริมความรู้ให้กับ พนักงานสอบสวนเดิมแล้ว ต้องมีค่าตอบแทน ที่สูงพอที่จะจูงใจให้คนเก่งเข้ามาช่วยงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในตำแหน่งพนักงานสอบสวนด้วย วิธีการนี้ นอกจากแก้ไขปัญหาสมองไหลทีท่านเกรงกลัวกันนักเกรงกลัวกันหนาได้ด้วย
2.) กรณีที่ท่านเกรงกลัวกันนักกันหนาว่า เกรงกลัวว่าพนักงานสอบสวน จะเป็น รองผู้บังคับการ ยศพันตำรวจเอก ( สบ 5 ) กันหมด ก็แก้ไขได้ง่ายแสนง่าย ขอโทษนะครับ พรบ.ตำรวจแห่งชาติ ท่านเปิดดูกันทุกมาตราหรือยัง ผมว่า มันมีทางออกให้อยู่แล้ว แต่ท่านเลือกที่จะไม่ใช้มัน ขอความกรุณาท่านไปเปิดดู พรบ.ตำรวจฯ มาตรา 44 ประกอบมาตรา 45 ซิ่ครับ ในมาตรา 45 บอกว่า ให้มี พนักงานสอบสวน , พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ , พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ , พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ , พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ , พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ แต่ ในมาตรานี้ ไม่ได้บอกว่า พนักงานสอบสวนพวกนี้ มียศอะไร..... ท่านอาจจะสงสัย ทำไมผมพูดอย่างนี้ แต่เมื่อดูทั้งมาตรา เราอาจจะบอกว่า ก็เป็นตำแหน่งเทียบเท่าอย่างไร งั้นผมบอกใหม่ว่า ผมจะใช้มาตรา 44 ประกอบมาตรา 45 ได้หรือไม่ ผมจะกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวน ให้มีแค่ยศเดียวก็คือ พันตำรวจตรี ( สมมุติ อาจจะกำหนดเป็นยศอื่นยศเดียวก็ได้ ) แล้วไม่มีการเลื่อนยศขึ้นอีก ให้เลื่อนได้แต่ ชั้นของพนักงานสอบสวน เท่านั้น เหตุที่ผมต้องกำหนดให้มียศสัญญาบัตรติดไว้ด้วยก็เพราะว่า กฎหมายบอกว่า พนักงานสอบสวน ก็คือ ข้าราชการตำรวจผู้มียศตั้งแต่นายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป และได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ทำหน้าที่สอบสวน ดังนั้น ถ้าจะให้ พนักงานสอบสวนไม่มียศเลยก็คงจะลำบาก เพราะจะขาดคุณสมบัติในการเป็นพนักงานสอบสวนตามกฎหมายเข้าอีก จากนั้นท่านก็ไปกำหนดเครื่องแบบให้พนักงานสอบสวน ใส่มาทำงาน หรือจะให้ผูกไทด์ใส่สูตรมาทำงานแบบอัยการก็ได้ ไม่ว่ากัน แค่นี้ ปัญหา พันตำรวจเอกสองคนในโรงพักเดียวกันก็จะหมดไปแล้ว เพราะพนักงานสอบสวน จะมีแค่ยศเดียวเท่านั้น และผมคิดว่า จะไม่มีปัญหาในการทำงานอย่างแน่นอน ผมเปรียบเทียบกับศาลครับ การทำงานของศาลแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ด้านการบริการงานบุคคล กับ การบริหารงานเกี่ยวกับอรรถคดีความต่างๆ
การบริหารงานด้านบุคคล ผู้อำนวยการศาลก็บริหารงานไป ในทางอรรถคดีก็เป็นหน้าที่ของ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในการพิจารณาดำเนินการในทางคดี ไม่ขึ้นต่อกัน แบบนี้เรียก 2 บริหารในหน่วยงานเดียวหรือไม่
อีกตัวอย่างหนึ่ง ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา มีผู้อำนวยการเป็นผู้บริหาร C8 และในโรงเรียนเดียวกันนี้ ก็มีอาจารย์สายผู้สอน C8 เหมือนกัน ทำไมเขาถึงอยู่ด้วยกันได้ทั้งที่ C ก็เท่ากัน มันอยู่ที่ตำแหน่งมากกว่า
การที่เราแยกงานออกจากันโดยเด็ดขาด โดยแยกงานอรรถคดีออกจากงานบริหารของหัวหน้าสถานี ไม่ได้ทำให้ความสำคัญของหัวหน้าสถานีเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างไร เพียงแต่การกระทำเช่นนี้ เป็นการทำให้เกิดการบริหารงานที่ง่ายขึ้นเท่านั้น ท่านใด มีข้อแนะนำประการใดโปรดพิจารณา
ขออภัยด้วยหากยังไม่สมบูรณ์เนื่องมาจาก ยังต้องทำงาน ไม่มีเวลามาก แต่อยากระบาย
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ทั่วไป ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group




เนติบัณฑิต | อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | เงินกู้ | สินเชื่อ

การสร้างหน้าเอกสาร: 0.10 วินาที