Facebook Page สอบสวน 599 Twitter สอบสวน 599 Youtube สอบสวน 599 facebook group สอบสวน 599 เพิ่มเพื่อน

sobsuan.com :: ดูกระทู้ - ความผิดซึ่งหน้าหรือไม่
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

ความผิดซึ่งหน้าหรือไม่
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> จับ ค้น ควบคุม
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 926

ตอบตอบ: 28/04/2015 9:12 am    ชื่อกระทู้: ความผิดซึ่งหน้าหรือไม่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ลองมาเปรียบเทียบ และวิเคราะห์ความเหมือนหรือแตกต่าง ของทั้งสองฎีกานี้ดูนะครับ ว่ามันมีรายละเอียดอะไรบ้าง ที่เราควรทราบ


ราษฎรไม่มีสิทธิจับคนร้ายซึ่งทำผิดฐานฆ่าคนตายได้ ถ้าคนร้ายมิได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หากจะจับคนร้ายและคนร้ายต่อสู้ราษฎรผู้จับกุม คนร้ายอ้างป้องกันได้หรือไม่
พิจารณาศึกษาจากฎีกาที่ 4282/2555
ป.อ. มาตรา 69, 80, 288
ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
1. จำเลยกับพวกมีปากเสียงโต้เถียงกับนางเปี๊ยกที่บริเวณด้านหน้าของเวทีแสดงดนตรี นายอนันต์ผู้ตายซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของตลาดพระประแดงพลาซ่าเข้าไปห้ามจึงถูกจำเลยแทงที่บริเวณท้องและหน้าอกหลายครั้งจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย หลังจากกระทำผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยวิ่งหลบหนี นายบีผู้เสียหายซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของตลาดดังกล่าวได้รับแจ้งเหตุจึงวิ่งติดตามเพื่อจับจำเลยโดยได้ใช้ไม้กระบองตีไปถูกที่หลังของจำเลย 1 ครั้ง จำเลยจึงจับไม้กระบองไว้แล้วใช้มีดแทงผู้เสียหาย 3 ครั้งแล้วหลบหนีไป แต่ถูกจับได้ในเวลาต่อมา
2. คดีนี้ มีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า ผู้ตายและพนักงานรักษาความปลอดภัย 7-8 คนที่เข้าไปห้ามได้ใช้ไม้กระบองตีจำเลยและเพื่อนของจำเลยอีก 2 คน คือนายวิทยา และนายสมปองได้รับบาดเจ็บ โดยเฉพาะนายสมปองถูกตีที่ศีรษะจนสลบไปจำเลยจึงได้ใช้มีดแทงผู้ตายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามใบรับรองแพทย์ของนายวิทยา ปรากฏว่านายวิทยาได้รับบาดเจ็บโดยกระดูกอ่อนอักเสบบริเวณหน้าอก แพทย์ให้หยุดงาน 1 วัน ส่วนใบรับรองแพทย์ของจำเลยปรากฏว่าได้รับบาดเจ็บกระดูกอ่อนอักเสบ ฟกช้ำแพทย์ให้หยุดงาน 1 วันเช่นกัน สำหรับใบรับรองแพทย์ของนายสมปองระบุว่า กระดูกเบ้าตาขวาแตก แต่นายสมปองเบิกความว่าถูกตีที่ศีรษะจนสลบไป ดังนั้น บาดแผลที่เบ้าตาของนายสมปองจึงไม่น่าจะเกิดจากการถูกผู้ตายกับพวกทำร้าย บาดแผลของจำเลยกับพวกเป็นเพียงบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ อันเกิดจากการเข้าระงับเหตุของผู้ตายกับพวกที่อาจจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงบ้างเนื่องจากจำเลยกับพวกมีอาวุธและก่อความวุ่นวายขึ้น การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้ตายหลายครั้งจนถึงแก่ความตาย จึงอ้างไม่ได้ว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
3. ปัญหาที่ศาลฎีกาพิจารณาต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นราษฎรที่เข้าไปจับกุมจำเลยภายหลังได้ฆ่าผู้ตายแล้ว เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่
3.1 ประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะที่ผู้เสียหายยืนรักษาความปลอดภัยอยู่ ได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่า เกิดเหตุด้านหน้าเวทีมีพนักงานรักษาความปลอดภัย 1 คนถูกแทง คนแทงสวนเสื้อด้านในสีเหลือง มีเสื้อคลุมแขนยาวสีดำสวมกางเกงยีนส์ขายาว อายุประมาณ 30 ปี คนร้ายมุ่งหน้ามาทางที่ผู้เสียหายยืนอยู่หลังจากนั้น 30 วินาที ผู้เสียหายเห็นจำเลยซึ่งมีลักษณะการแต่งกายตรงกับที่ได้รับแจ้งวิ่งมาทางที่ผู้เสียหายยืนอยู่ ผู้เสียหายจึงวิ่งตามเพื่อจับ เมื่อวิ่งไปทันผู้เสียหายได้ใช้ไม้กระบองฟาดไปที่หลังจำเลย 1 ครั้ง จำเลยใช้มือซ้ายจับไม้กระบองไว้แล้วใช้มือขวาถือมีดแทงที่ชายโครงซ้ายของผู้เสียหาย 3 ครั้ง ผู้เสียหายล้มลง จำเลยวิ่งหนี ผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งตามไปในที่สุดสามารถจับจำเลยไว้ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะเกิดเหตุที่จำเลยแทงผู้ตายผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่เห็นเหตุการณ์ โดยผู้เสียหายยืนอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร มองไม่เห็นที่เกิดเหตุเพราะมีร้านค้าบังอยู่ ผู้เสียหายซึ่งเป็นราษฎรจึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะจับกุมจำเลยได้เพราะมิใช่เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79 การที่ผู้เสียหายจะจับจำเลยและใช้ไม้กระบองฟาดไปที่หลังจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตนเองได้ แต่การที่จำเลยจับไม้กระบองผู้เสียหายไว้แล้วใช้มีดแทงผู้เสียหายไปถึง 3 ครั้งที่ชายโครงซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญและอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ มิใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ

...
เครติด https://www.facebook.com/prayutlaw/posts/623834324315214


เปรียบเทียบกับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 617/2526
พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์
นายประเสริฐ หรือหมัน ฉิมเจริญ
จำเลย

ป.อ. มาตรา 65, 66, 78, 276, 289

จำเลยสมัครใจดื่มสุราเองและขณะกระทำความผิดก็มีความรู้ผิดชอบเป็นอย่างดีจะอ้างว่าได้กระทำความผิดไปด้วยความไร้สติ ไม่รู้ผิดรู้ชอบและไม่สามารถบังคับตนเองได้อันเนื่องมาจากจำเลยดื่มสุรา เป็นข้ออ้างให้ศาลลดหย่อนผ่อนโทษหาได้ไม่
หลังจากผู้ตายร้องให้ช่วยประมาณ 5 นาทีเศษ ว.กับพวกได้ไปยังที่เกิดเหตุพบรอยหญ้าราบจากไหล่ถนนลงไปในคูน้ำ มีจำเลยซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ และต่อมาได้พบศพผู้ตายอยู่ห่างจากที่จำเลยซ่อนตัวอยู่ประมาณ 1 ศอกที่ตัวผู้ตายและตัวจำเลยมีบาดแผล แสดงว่าผู้ตายต่อสู้ขัดขวางจำเลย เมื่อตรวจศพผู้ตายหลังจากเกิดเหตุประมาณ 7 ชั่วโมงเศษก็พบน้ำอสุจิและตัวอสุจิในช่องคลอดผู้ตายจำนวนมาก สาเหตุที่ตายเพราะขาดอากาศเนื่องจากถูกบีบคอและสำลักน้ำ ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายและฆ่าผู้ตายโดยวิธีกดให้จมน้ำจนสำลักน้ำตายเพื่อปกปิดความผิดของจำเลย โดยไม่จำเป็นต้องนำคำรับสารภาพของจำเลยมาประกอบการพิจารณาดังนั้น การที่จำเลยให้การรับสารภาพจึงหาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอันจะเป็นเหตุให้ได้รับการบรรเทาโทษไม่ เพราะจำเลยให้การรับสารภาพโดยจำนนต่อพยานหลักฐาน
การกระทำความผิดครั้งแรกมิใช่เหตุบรรเทาโทษที่จะลดโทษได้

________________________________

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้พกพาอาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่มไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร และจำเลยได้ใช้กำลังและมีดทำร้ายนางจิตรลดาผู้ตายกดร่างผู้ตายให้ใบหน้าอยู่ใต้คูน้ำสาธารณะจนผู้ตายสำลักน้ำสลบไป แล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย 1 ครั้ง หลังจากนั้นได้นำร่างของผู้ตายซึ่งยังสลบอยู่ทิ้งลงไปในคูน้ำโดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้ตายจมน้ำตาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 289, 371 และริบมีดของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 จำคุก 20 ปี ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ปรับ 100 บาทและผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ให้ประหารชีวิตจำเลย เมื่อศาลได้พิพากษาประหารชีวิตจำเลยอันเป็นโทษสูงสุดแล้ว จึงไม่อาจเรียงกระทงลงโทษในข้อหาอื่น
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษประหารชีวิตโดยอ้างว่า (1) จำเลยกระทำไปด้วยความไร้สติ ไม่รู้ผิดชอบและไม่สามารถบังคับตนเองได้อันเนื่องมาจากจำเลยดื่มสุรา(2) จำเลยรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยมิต้องขู่เข็ญบังคับใด ๆ ทั้งสิ้น (3)จำเลยกระทำความผิดครั้งนี้เป็นครั้งแรก
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างของจำเลยข้อแรกนั้น ได้ความว่าจำเลยสมัครใจดื่มสุราเองและขณะกระทำความผิดก็มีความรู้ผิดชอบเป็นอย่างดี จะอ้างว่าได้กระทำความผิดไปด้วยความไร้สติ ไม่รู้ผิดรู้ชอบและไม่สามารถบังคับตนเองได้ อันเนื่องมาจากจำเลยดื่มสุรา เป็นข้ออ้างให้ศาลลดหย่อนผ่อนโทษหาได้ไม่
ข้ออ้างของจำเลยข้อต่อมา เห็นว่า โจทก์มีพยานแวดล้อมกรณี คือหลังจากผู้ตายร้องช่วยด้วย ๆ สองครั้งติด ๆ กันประมาณ 5 นาทีเศษ นายวิชัยกับพวกก็ได้ไปยังที่เกิดเหตุ ฉายไฟดูพบรอยหญ้าราบจากไหล่ถนนลงไปในคูน้ำมีรอยต่อสู้กันมีจำเลยซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ และต่อมาก็ได้พบศพผู้ตายอยู่ห่างจากที่จำเลยซ่อนตัวอยู่ประมาณ 1 ศอก ขณะนั้นเป็นเวลา 1 นาฬิกาเศษ ปกติชนย่อมไม่ไปหลบซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำดังเช่นจำเลย ที่ตัวผู้ตายและที่ตัวจำเลยก็มีบาดแผลด้วยกัน แสดงว่าผู้ตายต่อสู้ขัดขวางจำเลยเห็นได้โดยไม่มีความสงสัยเลยว่าจำเลยได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ เมื่อได้ทำการตรวจศพผู้ตายหลังจากเกิดเหตุประมาณ 7 ชั่วโมงเศษก็พบน้ำอสุจิในช่องคลอดและพบตัวอสุจิในช่องคลอดผู้ตายจำนวนมาก สาเหตุที่ผู้ตายตายเพราะขาดอากาศเนื่องจากถูกบีบคอและสำลักน้ำดังนี้แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความประกอบ ข้อเท็จจริงก็ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายและฆ่าผู้ตายโดยวิธีกดให้จมน้ำจนสำลักน้ำตายเพื่อปกปิดความผิดของจำเลย โดยไม่จำเป็นต้องนำคำรับสารภาพของจำเลยมาประกอบการพิจารณาดังนั้นการที่จำเลยให้การรับสารภาพก็ดี นำเจ้าพนักงานไปชี้ที่เกิดเหตุแสดงท่าทางให้ถ่ายภาพไว้ก็ดี จึงหาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอันจะเป็นเหตุให้ได้รับการบรรเทาโทษไม่เพราะจำเลยให้การรับสารภาพโดยจำนนต่อพยานหลักฐาน
ส่วนข้ออ้างของจำเลยข้อสุดท้าย เห็นว่า การกระทำความผิดครั้งแรกไม่ใช่เหตุบรรเทาโทษที่จะลดโทษได้
พิพากษายืน


( ชลูตม์ สวัสดิทัต - สุรัช รัตนอุดม - ประกอบ วณิคพันธุ์ )
........


ข้อเท็จจริงได้รับแจ้งทางวิทยุ ว่าคนร้ายมีตำหนิรูปพรรณอย่างไร หลบหนีไปทางไหน ช่วงเวลาห่างกัน ๓๐ วินาที
๑.เมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 617/2526 ย่อมเป็นการกระทำผิดที่สดๆ และสดกว่า คำพิพากษาฎีกาที่ 4282/2555 อย่างแน่นอน
๒.อาการที่แทบจะไม่ต้องสงสัยเลยคือ """คนแทงสวมเสื้อด้านในสีเหลือง มีเสื้อคลุมแขนยาวสีดำสวมกางเกงยีนส์ขายาว อายุประมาณ 30 ปี คนร้ายมุ่งหน้ามาทางที่ผู้เสียหายยืนอยู่""""" ซึ่งอยู่ห่างจากสถานที่เกิดเหตุ ๕๐ เมตร สถานที่เกิดเหตุ ถือว่าไม่ห่างไกล เพราะ ๑๕ วินาที ผมวิ่งได้ ๑๐๐ เมตร นี่แค่ ๕๐ เมตร จะมีใครหรือปกติชนสักกี่คนที่แต่งกายแบบนี้เหมือนกันเดี๊ยะๆ อายุประมาณนี้ วิ่งหลบหนีไปแบบนี้ ทั้งการแต่งกาย, ทั้งอายุ, เพศ, สถานที่เกิดเหตุ, อาการของคนหลบหนี, ซึ่งมันแทบจะไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า ได้กระทำผิดมาแล้วสดๆ ประเด็นนี้ ช่วยวินิจฉัยหรือแสดงความคิดเห็นด้วยครับ ประเด็นนี้ยังไม่เคยมีใครวินิจฉัยเลยนะครับ แม้แต่ศาลก็วินิจฉัยอยู่ประเด็นเดียวคือการมองไม่เห็น แต่ท่อนหลังของความผิดซึ่งหน้าไม่มีความเห็นมาแต่ประการใด อีกทั้งกฎหมายอนุญาตให้มีความสงสัยได้ ไม่ถึงกับขนาดจนสิ้นสงสัย เพราะเป็นเพียงขั้นตอนจับกุม ไม่ใช่ขั้นตอนการพิสูจน์ความผิด
มาดูว่า มีความแนวความคิดอะไร ที่จะระดมกันได้บ้างครับ

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> จับ ค้น ควบคุม ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group




เนติบัณฑิต | อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | เงินกู้ | สินเชื่อ

การสร้างหน้าเอกสาร: 0.09 วินาที